moonab 的个人资料mhoonab照片日志列表 工具 帮助

日志


9月2日

แดดสุดท้าย

1/08/2007    17.55 น. .....แดดสุดท้ายกำลังล้อกับเมฆบางๆเล่นตรงเส้นขอบฟ้า  ให้ความรู้สึกดี
 
.... ห่างหายกันไปนานกับการอัพสเปซ  มีเรื่องต่างๆเกิดขึ้นมากมายจนไม่รู้จะเขียนอะไร บางเรื่องทำให้เรายิ้ม และบางเรื่องก็ทำให้เราแย่  แต่ไม่ว่าจะอย่างไรเราก็ได้เลยผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาแล้ว การกลับไปหยิบจับอะไรๆในอดีตสิ่งที่ได้มาก็เป็นเพียงแค่ความบางเบา  ความฉาบฉวย.....
 
.... น้องเราคนหนึ่งเกิดความทุกข์ใจ  พวกเราบรรดาเหล่าบ้านเช่าผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ได้ยกขบวนไปนั่งปรับทุกข์ให้น้องคนนั้น  หลากหลายคำพูด  หลากหลายคำปลอบโยน  หลากหลายความเห็นใจที่ได้มอบให้ มันทำให้คืนนั้นใครหลายคนรู้สึกหัวใจพองโต....
 
.... มีครูคนหนึ่งพูดไว้ว่า  "เราเคยถามตนเองไหมาว่า  ทุกวันนี้ความสุขของเราอยู่ตรงไหน อยู่ที่เมื่อวานที่ได้สังสรรค์เฮฮากับเพื่อน  หรือว่าอยู่ที่วันพรุ่งนี้ที่เราจะได้หยุดงาน จริงๆแล้วผมว่าความสุขนั้นมันอยู่ตรงหน้าเรา  มันอยู่ตรงนี้  ตรงที่เราอยู่กับมัน ตรงที่เราสัมผัสได้ นั่นแหละผมว่ามันคือความสุขที่แท้จริง"  เราว่าจริงนะ  สิ่งที่อยู่ตรงหน้าในแต่ละวันต่างหากที่เราจะมีความสุขกับมัน  อดีตที่อบอวน  กับอนาคตอันเย้ายวน  เราว่า เราชอบปัจจุบันขณะขึ้นมาแล้วนะ.....
 
....มีสุขนะเมื่อวานนี้ สัญญาว่าจะทำทุกวันให้ดีที่สุด (กระต่ายน้อย และลิงจั๊กๆ)....
4月2日

เดิน กับ ทาง

... ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาศเดินทางเข้ากรุงเทพ  สถานที่ที่เราบอกกับตัวเองว่า ถ้าไม่จำเป็นจะไม่เข้าไปโดยเด็ดขาด  แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องเข้ามา เพราะใครบางคนที่กำลังรู้สึกเซ็งๆกับหลายเรื่อง (ซึ่งมันอาจจะเป็นความคิดของเราคนเดียวก็ได้) จึงคิดว่าจะไปหาเพื่อทำให้หายเซ็ง หรือ อาจจะเซ็ง มากกว่าเดิมก็ได้  แต่ไม่รู้หรอกนะ คิดถึงก็เลยจะไปหาเหตุผลแค่นี้แหละพอแล้วสำหรับการเดินทางครั้งนี้...
 
... 18.00 น.  หน้าร้านตัดผม หลังจากรับโทรศัพท์จากเจ้าของโปรเจ็คว่าไม่ว่าง  ไม่สามารถมาเจอได้  จึงจำเป็นต้องใช้แผน บี  ชวนเพื่อนไปเดินงานกาชาดแทน (เพื่อนมีความสำคัญก็ตอนนี้แหละ) บรรยากาศในงานกาชาดเป็นอะไรที่แออัด  ร้อน  เบียดเสียด  ยัดเยียด  และเหนื่อยๆ แต่ผู้คนก็ยังมากันมาเดินอย่างล้นหลาม อาจจะเป็นเพราะอาณุภาพของสองสิ่ง  สองสิ่งนี้ประกอบไปด้วย  สิ่งแรก  ดารา  (ไม่รู้ว่าจักเบื่อกันเลย เห็นกันที่หน้าจอทีวีทุกวันแล้วก็ยังอยากจะมาเจออีก)  สิ่งที่สองคือ  ของถูก  อันนี้ดูเหมือนว่าจะมีแรงดึงดูดมากกว่าดารานักร้องหลายเท่าตัวนัก  ยิ่งเมื่อคนขายประกาศเวลา  นาทีทอง  แล้วนั้นบรรดาผู้นิยมของถูกกรูกันเข้าไปมากว่าการไปขอลายเซ็นดาราคนโปรดเสียอีก  นี่แหละหนา  ของถูกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆถึงบ้าน ตี 1 บ้านเพื่อนไกลม๊ากมาก  แต่ต้องขอบใจที่ให้ที่ซุกหัวนอน ขอบใจจริงๆ...
 
...10.10 น. โทรไปหาน้อง บอกว่าจะไปหา คุยไปคุยมา จึงรู้ว่าขึ้นรถผิดสาย  อ้าว! อ้อมโลกเลยเรา  แต่ไม่เป็นไรหรอก ขอแค่เห้นหน้าก็พอแล้ว  รถที่นั่งนั้นพาเราผ่านย่านสีลม ย่านที่เจริญในกรุงเทพอีกแห่งหนึ่ง สีลมมีตึกเก่า อาคารเก่าน่าเดินสัมผัสบรรยากาศอยู่ไม่น้อย  ผ่านย่านสีลม เป็นสาทรย่านผู้ดีเก่า   ผ่านสาทรเป็นแยกบ้านแขก  อิสระภาพ  พรานนก และศิริราช  หลังจากนั้นน้องก็พาไปโน่นไปนี่  ส่วนใหญ่จะเป็นวัดและโรงพยาบาล  ส่วนรายละเอียดนั่นจะไม่ขอเล่า ใขอสงวนห้มันเป็นความรู้สึกส่วนบุคคล...
 
... 18.00 น. รอรถสาย  40 ที่ป้ายรถเมลย์  ไม่อยากให้รถมาเลย หรือถ้ามาก็มาช้าๆนะ...
 
 
... จบการดินทาง กลับถึงบ้านมานั่งคิดทบวนเรื่องราวต่างๆ  จริงอย่างที่หลายคน เสน่ห์ของการเดินทางไม่ใช่อยู่ที่เราได้เดินไปตามเป้าหมายที่เราวางไว้หรอก  แต่มันอยู่ที่ว่าระหว่างเดินทางเราได้แวะออกนอกทางไปบ้าง  ขึ้นรถผิดสายบ้าง แต่มันทำให้เราได้เห็นในมุมที่แตกต่างออกไป  หลายเหตุการณ์ทำให้เรามีทัศนคติต่อกรุงเทพฯ ดีขึ้น หรือบางอย่างก็ได่พิสูจน์ความคิดของตนเองว่ามันเป็นจริงหรือไม่...
 
... รู้สึกดีๆ  ดีใจ  สนุก และพอใจ  กับคนคนนี้  กับเมืองเมืองนี้  หรือว่าเราเริ่มชอบกรุงเทพฯเข้าแล้ว!!!!??????
3月13日

นิราศศิลปากร

...วันนี้ป่วยด้วยอาการภูมิแพ้ผื่นขึ้นทั้งตัวเลย แสบและคันมากๆ แอบโดดไปนอนมาหลายเวลา...
 
...พักนี้รู้สึกต้องเสน่ห์ในวังท่าพระมากขึ้นเรื่อยๆเลยนำมาให้อ่านกัน
 
     นิราศศิลปากร
   บัดนั้น โฉมสะคราญจรมาหาดวงใจ
ที่นงคราญเผลอร่นรายหล่นไว้
ฤาที่แท้จงใจใกล้ "พระลาน"
 
ข้าจรลีมา ด้วยรักษ์งานศิลป์เป็นหนักหนา จึ่งทำดวงใจไผลตกเพื่อตามหา
เพื่อได้มีโอกาศเยือน "ท่าพระ" ดูสักครา  เพราะใจข้าพิศวาสศิลปาปานขาดใจ
 
 
จาก บทความ รอบรั้วมหาลัย ตอน นิราศศิลปากร วารสาร กยศ.
 
3月12日

10 มี.ค. ( มี.ค. = มีความสุข)

... 10 มีนาคม 2526 13.00 น.   รู้สึกดีใจนะที่ได้ลืมตามาดูโลก  ได้พบกะความสนุกสนาน  ความตื่นเต้น  ปัญหา  สิ่งท้าทายในชีวิต และต้องขอขอบคุณ  ตาประยงค์ กับ ยายวรรณา  ด้วย  ที่ช่วยกันปฏิบัติภารกิจนี้จนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี  ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ
 
 
 
...10 มีนาคม อีกหลายๆปีถัดมา  ...........................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
.......................................................................................ไม่มีอะไรเลยนอกจาก เรื่อยๆ เกือบว่างเปล่า และมีที่ว่างให้เขียนแค่นี้เอง
 
...10 มีนาคม 2550 09.00 - 23.59 น. ขอบคุณนะ ที่ทำให้วันนี้แตกต่างจาก 10 มีนาคม วันอื่นๆ  ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ
2月26日

"ฤดูร้อน สีเทา เราอื้อๆ"

 
     22.00 นั่งรับลมร้อนอยู่ริมหน้าต่าง  เราชอบนะฤดูร้อน  มันทำให้นึกถึงอะไรหลายๆอย่างที่เป็นการเริ่มต้น  ตัวอย่างเช่น  การสาละวนกับการหาที่เรียนใหม่ของเด็ก ป.6  ม.3  ม.6  และการเริ่มต้นชีวิตการทำงานของนักศึกษาชั้นปีที่กำลังจะจบ     การเริ่มชีวิตในสมณเพศของชายอายุครบบวช    การเริ่มต้นโครงการต่างๆที่ฤดูอื่นๆทำไม่ได้ การไปเที่ยวทะเลไปเที่ยวเกาะ   ซึ่งฟังดูแล้วเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นทั้งนั้น  ได้พบเพื่อนใหม่ ได้พักผ่อนในหาดทรายที่ตนเองปราถนามาแรมปีหลังจากการตรากตรำกรำหนังสือหรือหน้าที่การงาน  น่าอิจฉานะ เจ้าฤดูร้อนนี่   
 
    อีกอย่างที่เราชอบในฤดูร้อน คือ เป็นอะไรที่ชัดเจน แจ่มใส ถ้าเป็นคนก็คงจะมีนิสันคล้ายเด็กๆ คิดอะไร ทำอะไร ก็ออกมาเลย ไม่มีกั๊ก แอบเก็บไว้  ไม่เชื่อลองดูสิ  แดดหน้าร้อนนะ ไม่เคยมีครั้งไหนที่พระอาทิตย์จะออมแดดไว้เลย  แดดแรงทั้งวัน  ไม่เหมือนฤดูฝน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝนตก หรือฤดูหนาวที่ไม่ค่อยมีแดด  
 
    ถ้าคนเรามีอารมณ์ หรือมีความคิดแบบใด แล้วแสดงออกมาเป็นสีได้ ตัวเราตอนนี้คงมีสีเทา  รู้สึกว่าตนเองหาความชัดเจนไม่ได้  ในหลายเรื่อง  มันรู้สึกว่าเราควรจะต้องทำให้มันชัดเจนนะ  ต้องมีความพอดีนะ ทั้งกับตนเองและคนรอบข้าง  มันเป็นเรื่องยากที่บางครั้งเราคิดว่ามันพอดีแล้ว แต่มันขาด หรือว่าจริงๆแล้วมันเกินจนล้นจนสำลัก  ใครว่าการเรียนจิตวิทยาทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น  แม้แต่ตนเองยังเข้าใจลำบากเลย
 
มีเรื่องเกี่ยวกับการมองสีเทาในแง่มุมต่างๆ มาก 2 เรื่อง
 ๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
เนื้อเพลง: สีเทา
อัลบั้ม: Rhythm & Boyd E1even1h
ร่วมร้องโดย มาเรียม อัลคาลารี่

V1
ฉันไม่รู้ว่าที่เธอนั้นหายไปไม่โทรมา
เธอกำลังเจอปัญหามากมายอะไรข้างในจิตใจรึเปล่า
หรือว่าเธอกำลังกังวลกับรักของเรา

V2
ฉันไม่รู้ว่าตัวของฉันนั้นควรทำไงดี
จะโทรตอนนี้และคุยตอนนี้ (แต่มันจะดีรึเปล่า)
ขอแค่รู้ว่าขาวหรือดำแต่ไม่ใช่สีเทา

Pre
วนเวียนอยู่ที่เก่า .. วนเวียนที่สีเทา

Cho
บอกกับฉันได้ไหมจะเป็นไปได้รึเปล่า
บอกว่าความรักเรานั้นยังมีสิทธิ์จะเดินต่อไหม
บอกเถอะบอกกับฉันควรตั้งความหวังไปถึงเมื่อไหร่
บอกเถอะบอกว่าจะยังไง อย่าปล่อยให้ฉันหนักใจอย่างนี้

V3
ซ้ายหรือขวา ถอยหลังรึฉันสมควรจะตรงไป
ควรเศร้าแค่ไหน สนุกแค่ไหน ช่วยไกด์ฉันที
และฉันนั้นสมควรจะทำยังไงดีกับรักของเรา
 

๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒
                วิชาผสมสี ทำให้ผมรู้สึกขัดแย้งกับหลักการบวกเลขทางคณิตศาสตร์อยู่ช่วงหนึ่ง เพราะตอนเด็กๆอาจารย์คณิตศาสตร์มักสอนผมบวกลบเลขด้วยการให้นับก้อนหินก้อนเล็กๆ  เช่น ก้อนหิน 1 ลูก รวม(บวก)กับก้อนหินอีก 1 ลูกเราก็จะมีก้อนหินรวมเป็น 2 ลูก (ก็คือ 1 + 1 = 2) ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของคนอื่นๆจะใช้ก้อนหินนับเลขเหมือนกันรึป่าว .. แต่ในวิชาผสมสี(ศิลปะ) สี  1 สี รวมกับ สีอีก 1 สี จะได้ออกมาเป็นสี อีก 1 สี ( 1 + 1 = 1) เรียกว่าช่วงนั้นงงโลกกันไปเลยทีเดียว แต่ท้ายสุดก็เข้าใจ ว่า การวัดค่าเชิงปริมาณ กับ เชิงคุณค่า นั้นแตกต่างกันครับ เหมือนเราสามารถนับน้ำเป็นขวดได้ แต่ไม่สามารถนับน้ำเป็นหยดได้ ว่า 1 ขวดมีน้ำกี่หยด หรือ เราสามารถนับนักการเมืองในสภาได้ แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่า คุณค่าของนักการเมืองในสภารวมกับแล้วมีค่าเท่ากับเท่าไหร่ ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้นครับ และเรื่องของสี เรานับจำนวนของสีได้ว่ามีกี่สี แต่เราไม่สามารถแยกแยะออกมาได้ว่าสีที่เห็นถูกผสมรวมกันมากี่ครั้งกี่สีแล้วกี่ครั้งแล้ว และสีที่กำลังตกเป็นเป้าสงสัยของผมอยู่ขณะนี้ คือ สีเทา ครับ
สีเทา
      เรื่องที่เกริ่นไว้ว่า ผมมีเรื่องบางเรื่องที่ทำให้ผมนึกถึงวิชาศิลปะ นั่นก็คือ เรื่องของคนที่ผมรู้จัก 2 คน แต่ผมคงจะไม่พูดถึงเขาทั้งสองคน แต่อยากอธิบายเปรียบกับเรื่องของสีเทา ในความคิดผมเมื่อพูดถึงสีเทาที่เราเห็นในจานผสมสีหรือในภาพศิลปะในงานแสดงภาพหรือในที่ต่างๆ มันทำให้ผมรู้สึกสงสัยกับที่มาของสีเทาเหล่านั้นครับ  ที่ผมเห็นในจานผสมสีหากผมจุ่มพู่กันลงในสีดำ แล้วเอาไปละเลงในจานสีหนึ่งครั้ง แล้วเอาพู่กันไปจุ่มสีขาวแล้วเอาไปละเลงในจานสีอีกหนึ่งครั้ง สีผสมระหว่างสีดำและสีขาวที่ออกมานั้นก็คือ สีเทานั่นเองครับ ซึ่งใครๆก็คงพอจะเข้าใจหลักการผสมสีนี้ดีอยู่แล้ว แต่ที่ผมสงสัยเวลาดูภาพศิลปะก็คือ สีเทาที่ผมเห็นนั้น มาจากการ ผสมสีขาวก่อนสีดำ หรือ ผสมสีดำก่อนสีขาวครับ แม้หลังผสมสีจะเป็นสีเทาเหมือนกัน แต่สำหรับผม ณ เวลานี้กลับให้ความรู้สึกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ
เทาแบบไหน ?
หากเปรียบนิสัยที่ดี แทนสีขาว  นิสัยไม่ที แทนสีดำ (เปรียบโดยมองจากภาพส่วนใหญ่ที่เรามักใช่สีเพื่อบ่งบอกถึงความดี ความไม่ดี  ดีใจ เสียใจ เช่น เทวดา น้างฟ้า ใส่ชุดสีขาว ซานตาน แม่มด ใส่ชุดสีดำ หรือ ราหู เป็นสิ่งไม่ดู ต้องใช้สีดำเซ่นไหว แต่เทศกาลกินเจ เทศกาลแห่งการถือศีล ก็ต้องนุ่งขาวห่มขาว เป็นต้น ) เมื่อนำสีมาเปรียบเทียบกับคน คำถามคือใครบ้างคือสีขาวล้วนไร้สีดำมาเจือปน และใครบ้างคือสีดำล้วนที่ไม่มีสีขาวเจือปน คำตอบที่ได้ยินบ่อยๆ ก็คือไม่มีใครดีพร้อมและไม่มีใครที่จะไม่มีดีเลย .. ดังนั้น หนึ่งคนก็เหมือนสีเทา ที่ถูกผสมด้วยความดีและความไม่ดีในตัวเอง (อันนี้จะเอาดี มาลบ ไม่ดี ไม่ได้นะครับ เพราะทางพุทธศาสนา ความไม่ดีและ ความดี หักลบกันไม่ได้ครับ ต้องชดใช้กันไปให้หมด ) แต่ละคนก็เทามากเทาน้อยแตกต่างกันไป..และคำถามที่น่าสนใจก็คือเราชอบเทาแบบไหนกัน ?


สีขาวก่อนสีดำ     หรือ


สีดำก่อนสีขาว     หรือ.... 


พวกไม่รู้จักพอใจ ผสมดำที ขาวที แล้วไม่สมใจ ใส่ดำ อีก ใส่ขาวอีก ไม่หยุดไม่หย่อน ....


มองภาพใหญ่ขึ้นในระดับรวมกันหมู่มากหรือที่เราเรียกว่าสังคม ก็ล้วนเป็นสีเทาเช่นเดียวกัน ผสมผสานทั้งคนดีและคนไม่ดี เป็นสังคมสีเทาที่ถูกผสมจาก สีเทาจำนวน 70 ล้านครั้ง และได้ผลลัพธ์เท่ากับ 1 สีเทา สังคมสีเทา ยังไงก็จะต้องเป็นสีเทา เพียงแต่ความเข้าข้นของสีเทานั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากเราพยายามเติมสีขาวลงไปในหน่วยย่อยของสังคม มากขึ้นๆ ..ให้สีเทาของสังคมเรา มีจุดเริ่มต้นมาจากการผสมสีแบบ สีดำก่อนสีขาว .. lamparm.exteen.com/20061029/entry - 20k

ป.ล. ฤดูร้อนควรระวังรักษาสุขภาพจากไข้หวัดและโรคพิษสุนัขบ้า

 
2月23日

ช่วงเวลามึนๆของชีวิต

        เฮ้ออออออออออออออออ   หายไปนานกับการอัพสเปซ  ในที่สุดก็ค้นพบการเข้ามาในสเปซของตนเอง  สังเกตหายครั้งละ  เวลามีปัญหาอยากระบายอะไรในใจออกมานี่ เข้าสเปซตัวเองได้ง่ายๆ ไม่เหมือนตอนมีความสุขนึกจะเขียนอะไรดีให้คนอื่นอ่านกันเป็นต้องมีปัญหา   มีคงเป็นสเปซที่ชอบความทุข์มั๊ง  ใช้งานมันได้ทุกที
 
        ช่วงปลายปี 2549 ที่ผ่านมาได้มีโอกาสรู้จักกับน้องรหัสของเพื่อน  เป็นเด็กๆดี ขำๆ สนุกๆ  พูดตรงดี  บางครั้งก็รั่วๆ แต่น่ารักรึป่าว (อันนี้ไม่รู้ จะต้องลองคิดดูอีกที)  ก็รู้สึกดีนะ
 
        มาเรื่องไม่สบายใจบ้างดีกว่า  ตั้งแต่ต้นปีมาแล้วเป็นอะไรก็ไม่รู้ สิ่งที่ทำไม่ค่อยได้ดั่งใจเลย   ทำอะไรมักจะผิดพลาด  เครียดตลอดเลย  ว่าจะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นแล้ว  แต่มัก็ยังผิดพลาดอีก  ไม่นึกเลยว่าจะต้องพูดคำนี้ออกมาในชีวิต "ฉันเหนื่อยแล้วนะ" ชีวิตการทำงานนี่ไม่เหมือนเรียนเลยจริงๆ (แต่ก็ถือว่าโชคดีนะ  คนที่ทำงานด้วยเขาเห็นเราเหมือนลูกหลาน  จึงคอยสั่งสอน  แนะนำเวลาพลาด) เฮ้อ รึว่าเรามันเป็นพวก perfectionism ที่ต้องการความสมบูรณ์พร้อมในทุกด้าน แต่มันเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างย่อมมีความผิดพลาดได้เสมอๆ จะพยายามปรับปรุงตัวอีกเหมือนกัน  แล้วก็จะเลิกนิสัย "เก็บความรู้สึกไว้คนเดียว"  ให้ได้ เป็นสิ่งที่ไม่ดีมากๆนิสัยแบบนี้  คิดอะไร  รู้สึกอะไร  ทำไมชอบเก็บมันไว้  ทำไมไม่ปรึกษาคนอื่นบ้าง (ขณะที่พูดนี่ก็ปรึกษากะตัวเองอยู่นะ) เฮ้อ! เบื่อตัวเอง (แต่ไม่ได้คิดสั้นหรอกนะ) 
       
          ของทุกสิ่งในโลก  มีคำสอน  มีแง่คิด  มีมุมมองให้เราเลือกมองและนำไปใช้อยู่มากมาย  อย่างเรื่องที่ได้อ่านมา  เป็นเรื่องของดินสอและยางลบ  ซึ่งเป็นการตั้งคำถามว่า "ทำไมดินสอต้องมียางลบ"   เรื่องแรกนั้นเกี่ยวกับความไม่ประมาท   ส่วนเรื่องที่สองเกี่ยวกับมิตรภาพ   หวังว่าคงได้อะไรดีๆจากทั้งสองเรื่องนี้กันนะ
 
 
111111111111111111111111111
....................................................
บางครั้งเราก็มองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไป

เพียงเพราะใช้เวลาสั้นๆ ในการตัดสินสิ่งนั้นว่า " ไร้สาระ"

หลายวันก่อน เพื่อนคนหนึ่งถามผมว่า "ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ ? "

ผมไม่ได้สนใจและใส่ใจกับคำถามนั้นสักเท่าไหร่

เพียงแค่รู้สึกว่าเป็นคำถามที่ไม่มีสาระอะไรเสียเลย

แต่ก็อดไม่ได้ที่จะตอบเล่นๆ ไปว่า "ก็คงมีเพื่อความสะดวกมั้ง

หรือไม่ก็ช่วยให้คนขี้ลืมที่ชอบวางยางลบไม่เป็นที่เป็นทาง

ได้มียางลบ ใช้มั้ง"

เพื่อนของผมก็อมยิ้ม ก่อนที่จะตอบผม สั้นๆ ว่า "ไม่ใช่"

"อ้าว. . .งั้นเพราะอะไรล่ะ" ผมอดที่จะถามไม่ได้

ก็เพราะว่า " คนเราสามารถทำผิดกันได้ "

". . . . . . . . . . . . . . . . . . " ฉันนิ่งไปครู่หนึ่ง

หลังจากที่ได้ยินคำตอบ

และปล่อยให้เจ้าของคำถามเดินจากไป

โดยที่ไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่าคำตอบสั้นๆ ของเขาเท่านั้น

คำถามของเพื่อนที่ผมเคยมองว่ามันไร้สาระ

กลับทำให้ผม ได้เก็บมาคิดแทบทุกขณะที่สมองว่าง

เย็นวันนั้น ผมจึงหยิบโทรศัพท์เขียนข้อความส่งถึงเพื่อนๆ ด้วยประโยคที่ซ้ำกัน. . .

" ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ

........................................................

เพราะคนเรามีสิทธิ์ทำผิดกันได้

........................................................

แต่จงจำไว้ว่า. . .เราไม่ควรใช้ยางลบให้หมดก่อนดินสอ

เพราะนั่นอาจหมายความว่า เรากำลังทำผิดซ้ำๆ จนความผิดนั้นอาจสายเกินแก้"

ผมเองยังไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่คิดต่อจากเพื่อนนั้นมันจะถูกต้องหรือไม่

และเพื่อนๆ ที่ได้รับข้อความจากผมจะเข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการจะบอกหรือเปล่า

จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ. . .นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการมากสักเท่าไหร่

แต่สิ่งที่ผมอยากได้รับ คือ เพื่อนของผมจะคิดต่อจากความคิดของผมอย่างไร

และลึกๆ ผมก็แค่หวังว่า เพื่อนของผมคงจะกล้าเผชิญหน้ากับความผิดพลาด

และไม่ประมาทในการใช้ชีวิตและยอมรับการกระทำของตัวเอง. . .

เพียงแค่นั้น ผมก็หมดห่วง
 
 
2222222222222222222
 
ทำไม....ดินสอต้องมียางลบ
มีดินสอที่เขียนอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่แท่งหนึ่ง

มียางลบที่ลบอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่ก้อนหนึ่ง

ดินสอแท่งนั้นเป็นเพื่อนกับยางลบก้อนนั้น ทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกัน

ทำอะไรด้วยกัน

หน้าที่ของดินสอก็คือเขียน มันจึงเขียนทุกที่ทุกอย่างเสมอตลอดเวลาที่อยู่

กับยางลบ

หน้าที่ของยางลบก็คือลบ มันจึงลบทุกอย่างที่ดินสอเขียนทุกที่ทุกเวลา

เวลาผ่านไปนานหลายสิบปี ทุกอย่างก็ยังดำเนินเหมือนเดิมเรื่อยมา

จนกระทั่งดินสอเอ่ยกับยางลบว่า "เรากับนายคงอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว"

ยางลบจึงถามว่า "ทำไมล่ะ"

ดินสอจึงตอบกลับไปว่า "ก็เราเขียนนายลบแล้วมันก็ไม่เหลืออะไรเลย"

ยางลบจึงเถียงว่า "เราทำตามหน้าที่ของเราเราไม่ผิด"

ทั้งคู่จึงแยกทางกัน

ดินสอพอแยกทางกับยางลบมันก็ดีใจที่สามารถเขียนอะไรได้ตามใจมัน

แต่พอเวลาผ่านไปมันเริ่มเขียนผิด ข้อความที่สวย ๆ ที่มันเคยเขียนได้ก็

สกปรก

มีแต่รอยขีดทิ้งเต็มไปหมด มันคิดถึงยางลบจับใจ

ฝ่ายยางลบพอแยกทางกับดินสอมันก็ดีใจที่ตัวมันไม่ต้องสกปรกอีกต่อไป

พอเวลาผ่านไป มันกลับใช้ชีวิตอย่างไร้ค่า เพราะไม่มีอะไรให้ลบ มันคิด

ถึงดินสอจับใจ

ทั้งคู่จึงกลับมาอยู่ด้วยกันใหม่ คราวนี้ดินสอเขียนน้อยลงเขียนแต่สิ่งที่ดี

ส่วนยางลบก็ลบเฉพาะที่ดินสอเขียนผิดเท่านั้น

ถ้าเปรียบการเขียนเป็นการจำ ดินสอในตอนแรกก็จำทุกเรื่องทั้งดีและไม่

ดี

แต่พอเวลาเปลี่ยนไปมันก็หัดเลือกจำแต่สิ่งดีๆ เท่านั้น

ส่วนการลบเปรียบเหมือนการลืม

ยางลบในตอนแรกก็ลืมทุกอย่าง ทั้งดีและไม่ดี

แต่ทุกครั้งที่ลืมตัวมันก็จะสกปรก

แต่ตอนหลังมันเลือกลืมแต่เรื่องไม่ดี หรือคือการให้อภัยนั่นเอง

ฉะนั้นการเปรียบการเดินทางของทั้งคู่ดุจมิตรภาพ คือ การจำแต่สิ่งดีๆ

และลืมในสิ่งที่อาจผิดพลาดบ้าง ถ้าเราเป็นเช่นนั้นบ้างก็คงจะดีนะครับ

เพราะถ้ามนุษย์เราคอยแต่ที่จะชิงดีชิงเด่น

และคิดอาฆาตมาดร้ายกันอยู่ตลอดเวลาคงจะไม่มีความสุข

มิตรภาพสร้างขึ้นได้ยาก

แต่ทำลายได้ง่ายนิดเดียว

 

ป.ล. จะพยายามเรียนรู้ที่จะทำให้รู้สึกดี โดยปราศจากความเกรงใจ ไม่รำคาญ  ไม่รู้สึกว่าเราก้าวก่ายกับชีวิตมากเกินไป  ต้องลองดู 

อย่ายอมแพ้  จงสู้ต่อไป  การล้มจะทำให้เราแข็งแกร่ง 

ความผิดพลาดจะทำให้เราอดทน  สู้ต่อไป อ.คาเมะของเด็กๆ


11月11日

"มันเคยมี....."

 
......เมื่อคืนพาน้องคนหนึ่งไปเลี้ยงเย็นตาโฟ   เป็นการกินข้าวที่สนุกดี  และน้องของน้องคนนั้นคือลูกศิษย์เราเอง   ขากลับได้แวะเดินตลาดแบกะดินหน้าองค์  ซึ่งจะมีเป็นประจำทุกปีหลังจากงานเทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์สิ้นสุดลง  ว่าจะชวนน้อวเค้ามาเดินด้วยเป็นเห็นว่ามีสินค้าแนวๆไสตล์น้อง(หรือเปล่าก็ไม่รู้)  มีมาวางขายกันมากมาย  แต่เกรงใจน้องเค้าเพราะตลาดเปิดดึก ก็เลยไม่ได้ชวน........
 
......เดินไปมา พบผู้คนหลากหลายเดินกันไปตามเส้นทางของตนเอง  ณ  ช่วงเวลานี้ ใครหลายคนหยุดการงานแห่งชีวิตเพื่อพักผ่อน  แต่ใครบางคนมันพึ่งเริ่มต้น  ใ นโลกเรานี้มีแง่มุมให้เราได้สัมผัสอยู่ทุกขณะจิต......
 
......4 วันที่ผ่านมานี้  มีหลายเหตุการณ์เกี่ยวกับความรักของคนรอบ  ผ่านเข้ามาให้พบเห็น  มีทั้งความรู้สึกเสียใจ  เสียดาย  และสับสน  ใจหนึ่งคิดว่า  คนเหล่านั้นเข้าใจความรักดีแล้วหรือ  การแสดงที่คนเหล่านั้นทำมันทำให้พวกเขามีความสุขหรือไม่  อะไรหล่ะที่เป็นตัวตัดสิน  มีหนังสือที่ให้นิยามเกี่ยวกับความรักไว้มากมายแล้วแต่ว่าใครจะสรรหามาอ่าน  และตัดสินใจเองเถิดว่า อันนั้น อันนี้ อันไหนคือของเรา  และก็อย่าให้ อันนั้น  อันนี้ของใครไปทำให้ใครต้องเสียใจ หรือเสียน้ำตา.......
 
                        รักใช่เพียงหมกมุ่น                  รักคืออายอุ่น-สุขสันต์
                        
                        รักคือรักนิรันดร์                       รักคือไฟฝัน งามเรืองรอง
 
                        รักคือเสรีสิทธิ์อิสระ                   ไร้พันธะ - เธอสอง
 
                        รักมิถือมั่นใดครอง                    ใช่รักเรียกร้องเพียงหนึ่งเดียว
 
........จากงานรวมบทกวี "รักอันงดงาม" ของแสงดาว ศรัทธามั่น................... 
11月2日

มิตรภาพ

        2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549
 
   ...สองสามวันมานี้รู้สึกว่ามิตรภาพของผมกับใครหลายๆคนเริ่มที่จะดูเหินห่างกันไป  ไม่ใช่ว่ารู้สึกไม่ดี  ไม่ชอบ หรือว่าเกลียดคนเหล่านั้นหรอก  แต่เพราะหาสาเหตุไม่ได้  ใคร่ครวญอยู่หลายครั้งก็ยังหาทางออกไม่ได้  จึงขอฝากบทความที่คัดลอกมาจากหนังสือเรื่อง "เจ้าชายน้อย" ของแซงเตก-ซูเปรี สำนวนแปลของ อำพรรณ โอตระกูล
 
                                                          "
                                         เป็นเรื่องน่าสลดใจมาก
                                              ถ้าเราลืมเพื่อน
                                      ทุกคนไม่ได้มีเพื่อนเสมอไป
                                               ถ้าฉันลืมเขา
                                  ฉันก็อาจจะกลายเป็นพวกผู้ใหญ่
                                 ที่ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากตัวเลข
                                                       "
 
                                 
 
                               
 
 
 
 
 
 
 
10月30日

อากาศเปลี่ยน คนก็เริ่มเปลี่ยน

29 ต.ค.49
    ...เช้าวันนี้อากาศเริ่มเย็นแล้ว  ลมเหนือพัดผ่านมาพร้อมกับการเริ่มต้นของฤดูหนาว  "ลมหนาว"  เธอทำให้ผมรู้สึกว่าการอยู่คนเดียวในช่วงเวลานี้โดยปราศจากคนรู้ใจนั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย  ถึงแม้ว่าจะมีอิสระมากเพียงใดแต่ใจมัน "ตุแม่งๆ" รึว่าความรู้สึกของคนส่วนหนึ่งมีผลมาจากฤดู ถึงว่าหล่ะ "SEASONS CHANGE" ...
    ...ตอนเย็นนึกครึ้ม อยากทำตัวแบบนักเขียนส่วนใหญ่ คือการไปหากาแฟดีๆสักถ้วย หนังสือดีๆสักเล่ม 
       
                 "มึงชอบกินกาแฟเหรอ" 
 
                 "เปล่า เกลียดเป็นอันดับสองรองจากเยลลี่เลยหล่ะ"   
 
                 "อ้าวแล้วมึงจะหาแดกทำไม" 
              
                 "เออจริงหว่ะ"
           
                 รึว่า "SEASONS CHANGE" ...
 
    ...ตัดสินใจไม่ได้เลยต้องอาศัยวัดเข้าช่วย 
 
                 "ไปไหว้พระร่วงที่องค์พระเถอะ  เผื่อว่าใจจะได้สงบลง"  เจ้าตัวความคิดเริ่มบังเกิด 
 
        เดินขึ้นบันไดวัดได้ครึ่งทาง "ทำไมหน่อยจังวะ" ผมบ่นกะตัวเอง " ซึ่งมันก็จริงเมื่อก่อนตอนสมัยที่ยังเรียนอยู่ที่ทับแก้ว  ได้มีโอกาสเป็นกรรมการช่วยงานวัดตลอด 9 คืน  เดินขึ้นลงเป็นหลายรอบกับไม่เจอกับความหน่อย ตอนนี้เดินหน่อยเดียวก็บ่นอุบแล้ว
 
                 "รึว่าไฟแห่งความหนุ่มสาวในตัวผมมันจะมอดดับลงไปเมื่อตอนเดินก้าวออกมาจากรั้วสีเขียวเวอร์ริเดียนแล้ว"
 
                 ผมคิดอยู่เป็นนาน และลองนึกถึงตอนที่พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับบรรดาเพื่อนๆ พี่ๆ ที่รู้จัก ทั้งสมัยตอนที่เรียนอยู่เอามาเปรียบเทียบกับตอนที่พวกเขาเหล่านั้นจบออกมา บางคนทำงาน บางคนเรียนต่อ ก็พบว่า  "ความฝัน  อิสระ  ความคิด"  ในวัยหนุ่มสาวของพวกเขาดูหดหายไป 
 
                 รึว่า "SEASONS CHANGE" ...
 
         ...ไหว้พระเสร็จแล้วเดินกินบรรยากาศของตลาดโต้รุ่ง เรื่อยๆ เอื่อยๆ มึนๆ ตามประสาคน งงๆ มาถึงอีกฟากของถนนเห็นคนกำลังรอดูขบวนแห่เทศกาลกินเจของศาลเจ้าในจังหวัด
 
               "มีแบบนี้ด้วยหรือ" ผมคิดในใจ"       "ทำไมเรียนมา 4 ปี ไม่เคยเห็นเลยวะ"  จากการสอบถามข้อมูลพบว่างานลักษณะนี้มีจัดเป็นประจำทุกปี
 
               "ก็มึงเป็นคนนอกแล้วนี่  ก็เลยได้เห็นอะไรใหม่ๆ" ผมตอบตัวเองในใจ ซึ่งก็เป็นความจริง ครั้งยังเรียนอยู่ที่ทับแก้วนั้น การใช้ชีวิต สังคม และผู้คน ก็เป็นอีกรูปแบบ และอีกรสชาติหึ่ง  ตอนนี้จบมาแล้วโลกดูกว้างขึ้น ทุกอย่างเปลี่ยนไป ได้พบเห็นสิ่งแปลกให่มสำหรับเรา แต่เก่าสำหรับคนอื่น สำหรับผมแล้วมันก็ดูมีเสน่ห์ทางวัฒนธรมมที่ชวนให้หลงใหลอยู่ไม่น้อย
 
                 รึว่า "SEASONS CHANGE" ...
 
          ...ขณะขับไอ้แก่เพื่อนยากกลับหอในใจก็คิด
 
              "ทั้งที่ตัวเองบ้านอยู่ราชบุรี  แต่ทำไมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนครปฐมวะ"
 
              "ไม่รู้เหมือนกัน ไว้ค่อยคิด" ผมตอบตัวเอง
 
               รึว่า "SEASONS CHANGE" ...
 
 
  
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
3月27日

อีกไม่กี่วันก็จะบวชแล้ว...ม่ายรู้ว่าจะเป็นไงเหมือนกัน

...ใกล้จะบวชแล้วทำตัวม่ายถูกเลย  อยู่บ้านก็รู้สึว่าตัวเองเรื่อยๆเหลือเกินวันๆก็ช่วยที่บ้านทำนู่นทำนี่ไปจะได้ม่ายเบื่อ แถมมีร่างกายที่แข็งแรงอีกด้วย...
 
...คิดถึงเพื่อนๆหลายคนเลยม่ายรู้ว่าพวกมันจะคิดถึงเราบ้างอ่ะป่าว  หรือว่ากะลังง่วนกะการหางานอยู่ก็ขอให้ได้ละกัน  นานๆจะเข้ามาอัพ มีเรื่องที่ไปพบเจอมาเยอะนะ แต่ต้องขอเวลาไปเรียบเรียงมาก่อนคงหลังจากสึกโน่นแหละ...
 
 
 
 
 
 
 
3月8日

"เก็บของกลับบ้าน..............ทำไรต่อไปดีวะ"

...เรียนจบซะที  แต่ทำไมความรู้สึกม่ายค่อยดีใจวะเท่าใดเลย  กลับรู้สึกโหว่งๆขาดอะไรไปบางอย่าง  ควรจะทำไงดี...
 
...เค้าว่าการมาเรียนที่นี่เติมเต็มหลายๆอย่างให้กับเราก็จริงนะ  ขณะเรียนเรารู้สึกว่าเราไม่ขาดแคลนอะไรเลย  รู้สึกอบอ่นดี  แต่อนออกไปนี่ดิกลับรู้สึกว่างเปล่า  อย่างว่าแหละตอนมาเจ้ามีอะไรมาเล่า  แล้วตอนกลับเจ้าจะเอาอะไรไปอีก...
 
...ปฏิบัติการต่อไปคือการทำตามความฝันให้อินเตอร์เซคชั่นกับความเป็นจริง  ไม่รู้ว่ามันจะลงตัวรึป่าวแต่ก็ต้องลองทำดู...
 
คำพูดของเหล่าคณาจารย์ภาคจิตวิทยา (ณ ร้านอาหารร่มจันทร์ 1 มี.ค. 2549)
 
" 4 ปีนี้ไม่ว่ามันจะสั้นหรือยาวนั้นไม่สำคัญ  แต่ที่สำคัญมันทำให้เราเปลี่ยนแปลง" (อ.สมทรัพย์)
 
"ก้าวแรกที่ก้าเข้ามารู้สึกอย่างไร  อาจจำไม่ได้  แต่จงจำก้าวสุดท้ายที่ออกไปให้ดี" (อ.ลิขิต)
 
"ทำให้สุดๆ เพื่อจะได้บอกกับตัวเองว่า  เราทำได้สุดๆแล้วนะ" (อ.สุรพล)
 
"จงทำให้ชีวิตของเราเป็นพรสำหรับคนอื่นๆ" (อ.นันทิกา)
 
"ครูคาดหวังและอยากเห็นพวกเธอประสบความสำเร็จ" (อ.สุรีรัตน์)
 
"ดีใจนะที่พวกเธอ sig " (อ.นวลฉวี)
 
"ครูชื่นชมในศักยภาพของรุ่นนี้นะ" (อ.นงนุช)
 
"ครูว่าพวกเธอค้นหาตัวเองเจอแล้วนะ" (อ.กานดา)
 
ยังมีหลายคำพูด  ยังมีหลายความรู้สึกที่อยากจะพูดกับใครหลายๆคน หรือกับใครบางคนที่เราคิดว่าเค้าสำคัญแต่ก็ไม่มีเวลาเพราะซาบซึ้งอยู่กับบรรยากาศในวันนั้น  แต่ก็อุตส่าจดไว้สำหรับคำที่ประทับใจของเหล่าอาจารย์ที่เขี้ยวลากดินทั้งหลาย
(ไม่รู้จามไปกี่คนแล้วนี่)
 
ปล.การลากจากมันทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราจากมันมาเพื่มขึ้นหลายเท่าตัว  และก็หวังว่าความรู้สึกนี้จะเปลี่ยนเป็นความยินดีที่ทวีคูณเมื่อถึงเวลาที่เราต้องมาพบกันอีกนะ...โชคดี เพื่อนๆเอกจิตที่น่ารัก (คิดถึงพวกแกหว่ะ)
 
2月11日

"บาย............เนียร์"

...เพิ่งจะมีเวลามาเขียนสเปซ  ทบทวนดูสิ่งที่ตัวเองทำในรอบสัปดาห์ เพราะมัวแต่งงๆอยู่กับการทำวิจัย  งานชิ้นสุดท้ายอันแสนหฟโหด  สู้ๆนะ...
 
...เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว (ครบอาทิตย์พอดี) ได้มีโอกาสไปทำกิจกรรมกับรุ่นพี่ที่สนิทกันซึ่งสัญญาว่าจะไปช่วยงาน  งานที่จัดเป็นพิธีบายศรีสู่ขวัญให้มหาวิทยาลัยอื่น ที่ อ.ทองผาภูมิ ไกลไม่ใช่เล่นเหมือนกัน พวกเราเดินทางแบบซำเหมาทัวร์ ถามทางเอาเอง พี่ที่เราไปด้วยแกเป็นนักเขียนสารคดี  เวลาไปไหนแกจะบอกว่าเราควรจะรับบรรยากาศและความรู้สึกของสถามที่นั้นๆเพื่อที่เวลาบรรยายในงานเขียนจะได้เห็นภาพชัดเจน แล้วพวกเราก็นั่งรับบรรยากาศกันจนเกือบตกรถ (บางครั้งการเป็นนักเขียนก็ควรคำนึงเวลาด้วยนะ)...
 
...พวกเรานั่งรถตู้รับจ้างที่ท่ารถตู้  เสียค่าประมาณ 140 บาท จากตัวเมืองไปถึง อ.สังขละ เรานั่งเบียดกันไป 4 คน ด้านหลัง ส่วนด้านหน้าของเราเป็นคุณป้าแก่ๆคนหนึ่ง เราเรียกแกว่า คุณป้าไฮเปอร์  เพราะว่าแกสามารถพูดได้นาน 3 ชั่วโมงตลอดการเดินทางโดยที่แผ่นไม่สะดุดเลย  จนแหม่มชาวต่างชาติที่นั่งมาข้างแกทนบทสนทนาของแกไม่ไหวต้องขอตัวลงที่ปั๊มน้ำมัน  ป้าแกก็อุตส่าเป็นห่วง  ถามว่าแหม่มไปไหน  (ก็ไปเพราะป้านั่นแหละ  คร้าบบบบบคุณป้า ไฮเปอร์)...
 
...เราไปถึงที่นั่นเป็นเวลา บ่าย 3 โมงเย็น ที่นั่นมีชื่อเรียกว่า "เรีอนครูไท  เจ้าของเป็นครู  พอเกษียนก็เก็บเงินมาทำรีสอร์ท บรรยากาศดีนะ  รายรอบด้วยภูเขา  ลำธาร  ดอกไม้และสวนผลไม้  เห็นบรรยากาศอันแสนสงบทำให้คิดไปว่าตอนนี้ ที่กรุงเทพบรรยากาศคงไม่รุนแรงมากนะ (เฮ้อ สนธิ   ทักษิณ  สนธิ   ทักษิณ  สนษิณ ทักธิ  เออ  งงๆดี)...
 
...เมื่อเริ่มพิธี บรรยากาศเปลี่ยนไป  ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร จากที่ลมพัดโชยเรื่อยจนเกือบทำให้เทียนดับ อยู่ๆก็หยุดพัดเอาซะดื้อๆ เล่นเอาพวกเราแปลกใจ พิธีดูขลังมาก กว่าจะเสร็จก็ ตี1 พอดี...
 
...เรากลับมา ม. ด้วยความอ่อนแรง แต่ก้อดขำกับเรื่องที่เจอไม่ได้ (จริงมีหลายเรื่องนะ แต่ยังไม่ได้เรียบเรียงเลย เอาไว้แต่งเป็นบันทึกที่น่าอ่านกว่านี้แล้วว่าจะลงมาเขียนในสเปซ...
 
...วันอังคารที่ผ่านมา มีการจัดพิธีบายเนียร์ให้พวกเรารุ่นพี่ปีแก่ (ซะงั้น) ดูพวกมันตั้งหน้าตั้งตาคอยวันนี้นะ อาจเป็นเพราะว่าคณะไม่จัดให้มั๊ง  ฟังพวกมันพูดว่าไปเลือกชุดที่จะใส่มาในวันงานแล้วแอบตื่นเต้นแทนพวกมันนิดๆ แต่ไม่บอกพวกมันหรอก (เขิน)...
 
...งานเป็น concept ทะเลสีทันดร ซึ่งเป็นชื่อรุ่นของเรา  ผมได้ความคิดว่า  งั้นแต่งตัวแบบทีเราแต่งตอนปี 1 ดีกว่า ผมจึงไปเรียนก่อน แต่พวกมันหายหัวกันไปไหนหมด  สงสัยไปแอบแน่ๆ...
 
...น้องจัดงานได้อบอุ่นดี แปลกแฮะ  ผมมาก่อนพวกมัน  แล้วพวกมันก็มา เห็นตอนปรกตื่นเต้นนะ บอกไม่ถูก  นี่เหรอ พวกมันที่ตอนปี 1 ซึ่งทำอะไรเปิ่นๆ เฟอะๆ ใส่กระชุดนักศึกษา  ใส่กระโปรง พวกมันดูดีทุกคนนะ ผมไม่ได้เอาใจพวกมันนะ  พวกมันเปลี่ยนไปเลย แต่ก็แอบคิด นี่คงจะเป้นครั้งสุดท้ายแล้วมั๊งที่จะได้เห้นพวกมันทำแบบนี้  ช่างเป็นภาพที่แปลกตาแต่ประทับใจดีนะ...
 
...ดูพวกมันมีความสุขนะ  ถ่ายรูปกันใหญ่เลย  สวยเค้าแหละยกให้วันหนึ่ง ดูกิจกรรมที่น้องจัดให้ดีกว่า  เป็นกิจกรรมที่งงๆดีนะแต่น้องมันตั้งใจทำให้ ดูเค้าหน่อย เดี๋ยวจะเสียใจ  การแสดงสุดท้ายเป้นการดูภาพในอดีตตั้งแต่เข้ามา ปี 1 ประทับใจดี  ณ เวลานั้นพวกเราเหมือนได้กลับไปร้องเพลงเขียร์  กลับไปว๊าก  กลับไปร่วมกิจกรรมที่เคยผ่านมาอีก  ใครว่าเราไม่สามารถย้อนเวลาได้  ผมเถียงตายเลย ก็นี่ไงผมกำลังกลับไปรู้สึกดีกับวันวานที่ผ่านมาอยู่  มันรู้สึกดีนะ...
 
...ตอนเลิกงานพวกมันหายไปไหนกันหมดก็ไม่รู้  ผมถามจากน้องจึงรู้ว่าพวกมันไปกินกันต่อ  อ้าว  งง อ่ะ ไปกันไม่บอกกันเลย แล้วพอดียุ่งๆเรื่องน้องผู้ชายอยู่  แล้วผมก็โทรกลับไปหาพวกมัน มันบอกว่าไปกันหมดแล้วผมบอกพวกมันให้ไปเปลี่ยนชุดก่อน เพราะหลายคนชุดมันโป๊อ่ะ แถมไปกะเพื่อนผู้ชายแต่ก็ไม่สนิท  แต่พวกมันเฉยๆ เฮ้อ ...
 
...คุณเคยป่ะ การที่เป็นห่วงใครจนกินอะไรไม่ลง นอนก็นอนไม่หลับ มันทุกข์มากนะ  ผมมานั่งคุยกับตัวเองว่าทำไมเป็นไปได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ พวกมันสำคัญขนาดที่เราจะต้องมานั่งเป้นแบบนี้เหรอ  ผมก็ตอบคำถามตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ผมได้แต่รู้สึก  พี่คนหนึ่งเค้าเคยบอกผมว่า มึงเป้นอะไรกับพวกมัน  โตๆกันแล้วดูแลตัวเองได้ ก็จริงนะเราไม่ได้มีความสำคัญอะไรกะพวกมันมากมายซะหน่อย  มันจะไปไหนก็ไม่เห้นต้องห่วงเลย  เฮ้อผมอยากคิดได้อย่างพี่จัง 4 ปีนี้ผมพยายามหาคำตอบให้ตัวเองตลอดว่าทำไมถึงชอบทำอะไรให้พวกมัน บางครั้งก็ดูพวกมันรำคาญนะ ไอ้เราดิทู่ซี้ทำไปได้ แต่เต็มใจนะ ก็ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร คงเป็นเวรกรรมที่ต้องกลับมาชดใช้พวกมันมั๊ง มีคนบอกผมมา  แต่ผมว่ามันไม่ใช่เวรกรรมหรอก มันเป็นเพราะคำว่า "เพื่อน" มากว่า...
 
...ช่วงนี้ต้องพยายามทำดีกับพวกมันให้มากๆ  ไม่ใช้เพราะหวังอะไรหรอกนะ เพราะเวลามันใกล้เข้ามาแล้ว  คิดย้อนกลับไปแล้ว 4 ปี นี้มันจะสั้นก็ไม่สั้นจะยาวก็ไม่ยาว มันมีหลายอารมณ์ให้จดจำนะ...
 
...ชีวิตพวกคุณดูโชกโชนดีนะ...
 
ผมชอบประโยคนี้จังเลย 
1月18日

"พรุ่งนี้แล้วสินะ พิธีมอบครุศิษย์"

...พรุ่งนี้แล้วสินะ พิธีมอบครุศิย์  การมอบความเป็นครูของคณะศึกษาศาสตร์  4 ปีที่พยายามเรียน พยายามเล่น  พยายามรู้  สิ่งต่างๆมากมาย  แต่ทำไมเรากลับรู้สึว่า ตัวเราเองยังไม่พร้อมที่จะออกไปเผชิญกับโลกกว้างเลย  หรืออาจจะเป้นเพราะว่าตัวเราเองยังคงติดอยู่กับสิ่งดีๆที่เคยได้รับจากที่นี่ จนใจเรามันไม่กล้า  คงประมาณนั้น...
 
...เมื่อคืนมีงาน ThanK พี่ ที่คณะ น้องๆเตรียมงานกันดีนะ  แต่บางอย่างก็รู้สึกขัดใจ  ก็งี้แหละงานแรก ตัวเราเองก็เคยทำมาก่อนนี่ นึกแล้วขำๆหว่ะ...
 
...ห้าทุ่มครึ่งแล้ว  เรายังนั่งอยู่กะเพื่อนคนหนึ่ง เค้าไม่ไปแด๊นเหมือนกับพวกเพื่อนๆเรา เค้าบอกว่าเค้าอาย  ไม่เป็นไรเดี๋ยวเราอยู่เป็นเพื่อน (เฮ้อ ใจหนึ่งก็เป็นห่วงพวกมันที่อยู่ในเทคเหมือนกันนะ แต่ก็เป็นความสุขของมันนี่นะ)...
 
...ตื่นแต่เช้ามาวิ่งนี่ อากาศดีจริงๆ อยากให้พวกมันตื่นมาด้วยกันนะ  แต่มันคงเหนื่อยจากเมื่อคืน  งั้นรีบๆสูดอากาศให้เต็มๆปอดเผื่อพวกมันดีกว่า (ใช่ป่ะ ซาร่า)...
 
...10.00 แล้วต้องรีบไปรับไอ้หน่อยมันที่หอ  หลายคนเห็นแล้วคงอิจฉาเรานะ ซ้อนผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าเลย (ถ้ารู้ความจริงหล่ะก็ ไม่อยากคิดต่อ) แล้วก็ต้องรีบกลับบ้าน เหยียบบ้านได้ไม่ถึง 5 นาทีต้องรีบกลับอีกแล้ว คุยกะพ่อแม่ได้แป๊บเดี๋ยวเอง นี่แหละชีวิตเรา...
 
...ไปกินข้าวแล้วซื้อของกะพวกมันก็สนุกอีกแบบนะ เห็นพฤติกรรมแปลกๆดี อดยิ้มไม่ได้เวลาเห็นมันมีความสุข(อย่ารู้เหตุผลอะไรอื่นมากกว่านี้เลย)  จะทะเลาะกะแม่ค้าซะงั้น ฮาๆดี...
 
...เรามานั่งคิดนะว่าเวลาที่เรานั่งอยู่กะพวกมัน  ถ้าเราเอาไปทำวิจัยก็คงเสร็จไปนานแล้ว แต่เราทำไม่ได้ อยากจะเก็บอะไรๆบางอย่างที่กำลังเหลือน้อยลงทุกวันระหว่างเรากะมันไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงใครจะมองว่าเราเป็นผู้ชายที่แปลกๆก็ตามเถอะ เราไม่สนใจหรอก อีกอย่างวิจัยทำตอนกลางคืนก็ได้ ถ้าไม่ง่วงนะ (แต่ก็เห็นหลับทุกที)...
 
 
...ตอนนี้กำลังอ่าน"กล่องไปรษณีสีแดงอยู่" แปลกดีนะ
 
1月15日

ในที่สุด ปีใหม่นี้ก็ได้ทำอะไรดีๆเพื่อคนอื่นเขาเหมือนกัน

... วันพฤหัสบดีตัดสินใจอยู่นานเหมือนกันว่าจะไปจัดวันเด็กกะน้องชมรมดีหรือป่าว ใจหหนึ่งก็ไม่อยากไปเพราะวันจันทร์สอบ และจะต้องไปเจอกะคนที่ชอบทำตัวแปลกๆใส่เรา  แต่อีกใจหนึ่งก็บอกน้องอีกคนหนึ่งไว้แล้วว่าจะชวนรุ่นพี่ไปช่วย ไม่อยากเป็นคนผิดคำพูด...
 
...แล้วก็ต้องไปจนได้ พอไปถึงชมรมบรรยากาศเปลี่ยนไป คนที่ไม่อยากเจอไม่มา ที่มามีแต่พวกเราที่เรารู้สึกดีๆด้วย ค่อยเป็นทริปที่น่าไปหน่อย...
 
...รถออกเดินทางช้าไปนิดไปเรื่อยๆ ไม่รีบ แต่ก็มีเรื่องตื่นเต้นระหว่างการเดินทางไป 2 เรื่อง คือ น้องผู้หญิงคนหนึ่งปวดฉี่มาก แบบว่าจะราดบนรถ จนต้องรีบวิ่งไปขอตำรวจเข้าห้องน้ำที่โรงพัก ส่วนอีกเรื่องก็คือ น้องไม่รู้จักทางเข้าโรงเรียนต้องนั่งลุ้นกันตลอดทาง  คิดๆแล้วมันก็ตื่นเต้นดีนะ...
 
...กว่าจะไปถึงก็ดึกแล้ว บรรยากาศที่นั่นน่ากลัวจริงๆ ประมาณว่าเป็นฉากของคืนบาปพรมพิรามแต่เปลี่ยนจากไร่อ้อยมาเป็นไร่มันสำปะหลังแทน อากาศที่นั่นหนาวมากเหมือนกันเพราะว่าเป็นที่โล่ง ที่นั่นมีปัญหาเรื่องน้ำ ลืมบอกไป ที่ที่ไปคือ อ.เลาขวัญ  จ.กาญจนบุรี  แปลกนะ เมืองกาญจน์มีเขื่อนตั้งหลายเขื่อนแต่ที่นี่กลับมีปัญหาเรื่องน้ำได้  ทุกอย่างไม่มีอะไรจะสมบูรณ์พร้อมจริงๆ...
 
...ตอนเช้าชาวบ้านทำกับข้าวเลี้ยง เป็นอะไรที่อร่อยๆแบบที่คุ้นเคย เป็นฝีมือแบบบ้านๆที่ไม่ธรรมดาเวลากินรู้สึกว่าทำให้คนกินเหมือนกับว่าได้ใส่ใจลงไปในกับข้าว  ไม่เหมือนที่เรากินกันในเมืองหรอก ถึงแม้ว่าจะดูดีมีหมูเนื้อครบถ้วน แต่บางครั้งขาดความรู้สึกใส่ใจของคนทำลงไปทำให้กินไปงั้นๆแหละ...
 
...เด็กๆมากันแต่เช้าเลย  เด็กเป็นอะไรที่ใสซื่อ  บริสุทธิ์  ไม่ผ่านการเสแสร้งทำกิจกรรมกับเด้กแล้วมีความสุขนะ  ถึงแม้แดดจะทำให้ตัวเราร้อนเหงื่อเราเราไหล  แต่ทำไมใจเราถึงรู้สึกอบอุ่น กระตืรือล้น ทำให้ความเหนื่อยนั้นไม่สำคัญ   นี่หรือความรู้สึกเก่าที่เราลืมมันไปแล้วหลังจากร้างลาจากการทำกิจกรรมเพื่อคนอื่นมานานพอสมควร  ฮืม มันเป็นแบบนี้นี่เอง...
 
...น้องๆใจดีพาพี่ๆไปเที่ยวน้ำตก เราจึงได้ไปเที่ยวถ้ำธารลอดกัน  ธรรมชาติมักจะรังสรรค์สิ่งแปลกๆมาให้มนุษย์ได้ค้นพบแล้วนำมาขบคิดเสมอ แล้วแต่ใครจะคิดได้มากน้อยต่างกัน  ความพยามยาม + ความสม่ำเสมอ = สิ่งที่เราต้องการ  สมการเราได้จากถ้ำธารลอด  เหมือนจะง่ายแต่ทำโคตรยาก  และที่ธารลอดนี้ทำให้ได้พบกับคนคุ้นเคยเก่าแก่ 2 คน คนแรกพี่เจ้าหน้าที่ที่หันเหชีวิตจากบัณฑิตคณะจิตกรรม มาทำงานด้านอุทธยาน  และอีกคนหนึ่งคือ รุ่นพี่เก๋ากึ๊ก ศึกษาศาสตร์รุ่นหนึ่ง ต้องรีบไปแล้วเดี๋ยวจะกลับถึงม. ช้า  แล้วจะกลับมาอีก  ถ้ำธารลอด...
 
...ก่อนนอนนี้ กำลังรอใครบางคนไม่รู้ว่าจะเข้ามารึป่าว  แต่ก็อีกนั่นแหละ มันก็คงจะไม่สามารถรู้สึกอะไรได้ มากไปกว่านี้..
12月19日

ใกล้สัมมนา ระดับความเครียดทวีคูณ

...ใกล้สัมมนาแล้ว  รู้สึกว่าเวลามีค่ามากเลย...
 
...จะไปเป็นครูเค้าแล้วนะ  ความรู้ต่างๆก็มี  ข้อคิดต่างๆก็เคยอ่าน  คำคมต่างๆก็จำได้ขึ้นใจ  แต่ทำไมถึงไม่ทำ  นี่แหละหนาเขาถึงบอกว่า "คิดได้ก็เมื่อสายไปเสียแล้ว"...
 
...เวลาชอบเล่นตลก กะเรานะ หลอกให้ทำโน่นทำนี่ จนลืมทำโน่นทำนี่  เอ๊ะ ทำไมเราถึงโทษเวลาหล่ะ เวลามันก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว แกต่างหากหล่ะที่กำลังหลงระเริงอยู่กะมัน  ตั้งสติดีๆหน่อย เวลาไม่เคยทำร้ายใคร มีแต่คนคนนั้นแหละที่เขาทำร้ายตัวเขาเอง...
 

Song Reason
Artist Jung ILyung

Don't turn your back on me. Look in my eyes.
When the whole world was all white,
Did you forget the promise we had then?
Why do you leave me now?
Is it easy for you to do so?
Is it only hard to me?
Since the beginning, our love has been wrong.
With tears, I beg you not to abandon me anymore.

Do you know you should be the ever-lasting light for me?
Never forget when you leave, the whole world in my heart would also disappear.
I want to breathe in the midst of your love....

I smile at the thought of you. It gives me strength.
I cry at the thought of you. I became scared of everything.

 

อย่าหันหลังให้กับฉัน มองดูตาฉันสิ
ในเวลาที่โลกขาวโพลน
เธอลืมสัญญาที่ให้กันไว้ในตอนนั้นแล้วหรือ
ทำไมเธอถึงจากฉันไป
มันง่ายสำหรับเธอใช่มั้ย
มันยากสำหรับฉันเพียงคนเดียวใช่มั้ย
ตั้งแต่ตอนแรก ความรักที่พวกเราเริ่มต้นขึ้นคือความผิดพลาด
ด้วยน้ำตา ฉันขอร้องอย่าจากฉันไปอีกเลย

ไม่รู้หรือว่าเธอคือแสงสว่างที่ไม่ควรมีวันดับสำหรับฉัน
อย่าลืม หากเธอจากฉันไป โลกทั้งใบของฉันจะอันตรธานไปด้วย
ฉันอยากจะหายใจ ห้อมล้อมด้วยความรักของเธอ

เพียงแค่คิดถึงเธอ รอยยิ้มก็ผุดขึ้นในใบหน้าฉัน มันแปรเปลี่ยนเป็นพลังสำหรับฉัน
เพียงแค่คิดถึงเธอ น้ำตาฉันก็ไหล ฉันเกิดกลัวทุกสิ่งทุกอย่าง

 

...อาจารย์เคยสั่งสอนไว้ว่า การจะเข้าใจผู้อื่นน่ะ ศิษย์จะต้องเข้าใจธรรมชาติเสียก่อน...

 

...ก็จริงนะครับอาจารย์  ของสิ่งหนึ่งมันไม่ได้มีที่ว่างไว้สำหรับเรา  การที่จะเบียด  หรือว่าแทรกตัวเองเข้าไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อตนเอง  ยังแต่จะได้ความร้อนรน  ความกระวนกระวายจากการกระทำนั้นจนไม่มีความสุข...

 

...อาจารย์ครับ  ถ้าผมทำแบบนั้นได้ก็คงจะดี ตอนที่ผมอยู่ที่นี่ผมไม่แปลกใจเลยทำไมอาจารย์จึงเตือนผมว่าอย่าประมาท  ผมเข้าใจแล้วครับ  แต่มันทำใจยากอ่ะครับ...

 

 

 

12月17日

" เพิ่งจะรู้ว่าฤดูมีผลต่อความรู้สึกของคนก็เมื่อตอนปี 4 นี่เอง"

Song Gido
Artist Jung ILyung

Maybe your decision to leave me is for me who was in pain. It's that kind of reason, right? Even though we have to part one day, it's okay.
Wherever you are, I believe what we have is love.

Back then, I didn't know anything. Your eyes that look at me.
The small figure of yous i can't even hug. I hate this. woo

Until the sad fate takes us apart,
I won't let you cry again.
Nothing can replace you.
Do you know that now there's nothing that is more important to me than you?

The smile on your face as you look at me,
To me it's too much happiness.
Lean closer to me, it's okay.
The moment like this when I can feel your breaths.

Forever, I'll stay here.
Where your small hands reach to.
Your love calls for me, right?
To be beside you woo

 

บางทีที่เธอตัดสินใจจากฉันไปนั้น
มันเป็นเพราะกลัวฉันจะทุกข์ทรมาน
นั่นคือเหตุผลของเธอใช่มั้ย
แม้ว่าเราจะต้องห่างกันทั้งวันก็ไม่เป็นไร
ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหนฉันก็เชื่อว่ามันคือความรัก

ในตอนนั้นฉันไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย
แสงจากดวงตาของเธอที่มองฉัน
ร่างเล็ก ๆ ของเธอ ฉันก็ไม่สามารถโอบกอดได้
เกลียดที่สุด....

จนกว่าชะตาชีวิตที่แสนเศร้าจะพรากเราสองคนจากกัน
ฉันจะไม่ยอมให้เธอร้องไห้อีกแม้แต่ครั้งเดียว
ไม่ว่าอะไรก็ตาม ไม่สามารถแทนที่เธอได้
ในตอนนี้ ไม่มีสิ่งใดสำคัญสำหรับฉันมากไปกว่าเธอ รู้มั้ย

ยิ้มของเธอเมื่อมองหน้าฉัน
สำหรับฉัน มันคือความสุขอันยิ่งใหญ่
พิงเข้ามาใกล้ ๆ ฉันอีกสิ
ช่วงเวลาแบบนี้ที่ฉันสามารถสัมผัสลมหายใจของเธอได้

ฉันจะอยู่ตรงนี้ตลอดไป
ในที่ ๆ มือน้อย ๆ ของเธอเอิ้อมถึง
ความรักของเธอเรียกหาฉันใช่มั้ย
ให้เข้าไปหาเธอ

 

...ทำไมชีวิตช่วงนี้สับสนจริงหนอ อาจจะเป็นเพราะว่าฤดูที่ผันผ่าน  เวลาที่ไหลเรื่อย  จนเราหยิบจับสิ่งใดไม่ถูก บางครั้งทำให้พลาดสิ่งดีๆในชีวิตไป...

...รู้ทั้งรู้ว่าควรทำอย่างไร  แต่ก็ยังเมินเฉย  นี่แหละมนุษย์...

...เสาร์ อาทิตย์ ที่ ม. อากาศแบบนี้เหงาเป็นบ้าเลย 

12月2日

"ชีวิตสุดสัปดาห์อันแสนเงียบเหงา"

"สุดสัปดาห์แล้ว  ความเงียบเหงาเริ่มเข้าเยือนอีกครั้ง"
@ วันนี้ก็คงเป็นเหมือนๆกันในทุกๆสัปดาห์ เริ่มตั้งแต่เช้าที่ต้องลากสังขารตัวเองลงมาจากที่นอนชั้น 2 อันแสนกุ๊กกิ๊กซึ่งตกแต่งด้วยตุ๊กตาวัวและโคมญี่ปุ่นไสตร์โมเดิร์น เดินงงงงเข้าห้องน้ำออกมาแต่ตัวเตรียมสัมมนา...รีบแทบแย่
 
@ สัมนาไปคุยไปขำๆ พวกเพื่อนมันปล่อยมุขกันกระจาย  แต่อาทิตย์หน้าไม่แน่ว่าจะปล่อยมุขกันออกรึป่าว เพราะมีหญิงผู้เป็นที่รักเข้ามาฟังด้วย...เฮ้อ แย่แล้วเรา
 
@ เรียนเสร็จเดินลงมากินข้าว ที่ A2 บรรยากาศยังไม่พลุกพล่านนัก เป็นช่วงเวลาทองในการสั่งอาหารโดยเฉพาะร้านพี่ ที่ถ้าหากว่าช้าคิวร้านแกจะยาวมาก ...  มนต์เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของA2 คือ กลิ่นอาหาร ที่เมื่อเวลาทำอาหารตามสั่งพร้อมๆกันกลิ่นจะตีกันมาก ทำเอาคนที่นั่งกินไอบ้าง  สำลักบ้าง  แต่ก็ไม่เห้นมีใครว่าอะไร  เห็นแต่พวกมันบ่นอยู่เรื่องเดียวคือ ทำไมวันนี้ผู้ชายหน้าตาดีดีๆมากินข้าวกันน้อยจัง...เฮ้อเพื่อนกู
 
@ แอร์ในศูนย์คอมหนาวมากๆ  จะแช่แข็งกันรึไงก็ไม่รู้นึกเรื่องไม่ออกแล้วหนาวโคตรๆ...