moonab 的个人资料mhoonab照片日志列表 工具 帮助
列表

moo moonab

职业
ไม่รู้เป็นอะไร ทำไมชอบเลอๆ

Windows Media Player

视频

没有添加内容。

mhoonab

9月2日

แดดสุดท้าย

1/08/2007    17.55 น. .....แดดสุดท้ายกำลังล้อกับเมฆบางๆเล่นตรงเส้นขอบฟ้า  ให้ความรู้สึกดี
 
.... ห่างหายกันไปนานกับการอัพสเปซ  มีเรื่องต่างๆเกิดขึ้นมากมายจนไม่รู้จะเขียนอะไร บางเรื่องทำให้เรายิ้ม และบางเรื่องก็ทำให้เราแย่  แต่ไม่ว่าจะอย่างไรเราก็ได้เลยผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาแล้ว การกลับไปหยิบจับอะไรๆในอดีตสิ่งที่ได้มาก็เป็นเพียงแค่ความบางเบา  ความฉาบฉวย.....
 
.... น้องเราคนหนึ่งเกิดความทุกข์ใจ  พวกเราบรรดาเหล่าบ้านเช่าผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ได้ยกขบวนไปนั่งปรับทุกข์ให้น้องคนนั้น  หลากหลายคำพูด  หลากหลายคำปลอบโยน  หลากหลายความเห็นใจที่ได้มอบให้ มันทำให้คืนนั้นใครหลายคนรู้สึกหัวใจพองโต....
 
.... มีครูคนหนึ่งพูดไว้ว่า  "เราเคยถามตนเองไหมาว่า  ทุกวันนี้ความสุขของเราอยู่ตรงไหน อยู่ที่เมื่อวานที่ได้สังสรรค์เฮฮากับเพื่อน  หรือว่าอยู่ที่วันพรุ่งนี้ที่เราจะได้หยุดงาน จริงๆแล้วผมว่าความสุขนั้นมันอยู่ตรงหน้าเรา  มันอยู่ตรงนี้  ตรงที่เราอยู่กับมัน ตรงที่เราสัมผัสได้ นั่นแหละผมว่ามันคือความสุขที่แท้จริง"  เราว่าจริงนะ  สิ่งที่อยู่ตรงหน้าในแต่ละวันต่างหากที่เราจะมีความสุขกับมัน  อดีตที่อบอวน  กับอนาคตอันเย้ายวน  เราว่า เราชอบปัจจุบันขณะขึ้นมาแล้วนะ.....
 
....มีสุขนะเมื่อวานนี้ สัญญาว่าจะทำทุกวันให้ดีที่สุด (กระต่ายน้อย และลิงจั๊กๆ)....
4月2日

เดิน กับ ทาง

... ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาศเดินทางเข้ากรุงเทพ  สถานที่ที่เราบอกกับตัวเองว่า ถ้าไม่จำเป็นจะไม่เข้าไปโดยเด็ดขาด  แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องเข้ามา เพราะใครบางคนที่กำลังรู้สึกเซ็งๆกับหลายเรื่อง (ซึ่งมันอาจจะเป็นความคิดของเราคนเดียวก็ได้) จึงคิดว่าจะไปหาเพื่อทำให้หายเซ็ง หรือ อาจจะเซ็ง มากกว่าเดิมก็ได้  แต่ไม่รู้หรอกนะ คิดถึงก็เลยจะไปหาเหตุผลแค่นี้แหละพอแล้วสำหรับการเดินทางครั้งนี้...
 
... 18.00 น.  หน้าร้านตัดผม หลังจากรับโทรศัพท์จากเจ้าของโปรเจ็คว่าไม่ว่าง  ไม่สามารถมาเจอได้  จึงจำเป็นต้องใช้แผน บี  ชวนเพื่อนไปเดินงานกาชาดแทน (เพื่อนมีความสำคัญก็ตอนนี้แหละ) บรรยากาศในงานกาชาดเป็นอะไรที่แออัด  ร้อน  เบียดเสียด  ยัดเยียด  และเหนื่อยๆ แต่ผู้คนก็ยังมากันมาเดินอย่างล้นหลาม อาจจะเป็นเพราะอาณุภาพของสองสิ่ง  สองสิ่งนี้ประกอบไปด้วย  สิ่งแรก  ดารา  (ไม่รู้ว่าจักเบื่อกันเลย เห็นกันที่หน้าจอทีวีทุกวันแล้วก็ยังอยากจะมาเจออีก)  สิ่งที่สองคือ  ของถูก  อันนี้ดูเหมือนว่าจะมีแรงดึงดูดมากกว่าดารานักร้องหลายเท่าตัวนัก  ยิ่งเมื่อคนขายประกาศเวลา  นาทีทอง  แล้วนั้นบรรดาผู้นิยมของถูกกรูกันเข้าไปมากว่าการไปขอลายเซ็นดาราคนโปรดเสียอีก  นี่แหละหนา  ของถูกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆถึงบ้าน ตี 1 บ้านเพื่อนไกลม๊ากมาก  แต่ต้องขอบใจที่ให้ที่ซุกหัวนอน ขอบใจจริงๆ...
 
...10.10 น. โทรไปหาน้อง บอกว่าจะไปหา คุยไปคุยมา จึงรู้ว่าขึ้นรถผิดสาย  อ้าว! อ้อมโลกเลยเรา  แต่ไม่เป็นไรหรอก ขอแค่เห้นหน้าก็พอแล้ว  รถที่นั่งนั้นพาเราผ่านย่านสีลม ย่านที่เจริญในกรุงเทพอีกแห่งหนึ่ง สีลมมีตึกเก่า อาคารเก่าน่าเดินสัมผัสบรรยากาศอยู่ไม่น้อย  ผ่านย่านสีลม เป็นสาทรย่านผู้ดีเก่า   ผ่านสาทรเป็นแยกบ้านแขก  อิสระภาพ  พรานนก และศิริราช  หลังจากนั้นน้องก็พาไปโน่นไปนี่  ส่วนใหญ่จะเป็นวัดและโรงพยาบาล  ส่วนรายละเอียดนั่นจะไม่ขอเล่า ใขอสงวนห้มันเป็นความรู้สึกส่วนบุคคล...
 
... 18.00 น. รอรถสาย  40 ที่ป้ายรถเมลย์  ไม่อยากให้รถมาเลย หรือถ้ามาก็มาช้าๆนะ...
 
 
... จบการดินทาง กลับถึงบ้านมานั่งคิดทบวนเรื่องราวต่างๆ  จริงอย่างที่หลายคน เสน่ห์ของการเดินทางไม่ใช่อยู่ที่เราได้เดินไปตามเป้าหมายที่เราวางไว้หรอก  แต่มันอยู่ที่ว่าระหว่างเดินทางเราได้แวะออกนอกทางไปบ้าง  ขึ้นรถผิดสายบ้าง แต่มันทำให้เราได้เห็นในมุมที่แตกต่างออกไป  หลายเหตุการณ์ทำให้เรามีทัศนคติต่อกรุงเทพฯ ดีขึ้น หรือบางอย่างก็ได่พิสูจน์ความคิดของตนเองว่ามันเป็นจริงหรือไม่...
 
... รู้สึกดีๆ  ดีใจ  สนุก และพอใจ  กับคนคนนี้  กับเมืองเมืองนี้  หรือว่าเราเริ่มชอบกรุงเทพฯเข้าแล้ว!!!!??????
3月13日

นิราศศิลปากร

...วันนี้ป่วยด้วยอาการภูมิแพ้ผื่นขึ้นทั้งตัวเลย แสบและคันมากๆ แอบโดดไปนอนมาหลายเวลา...
 
...พักนี้รู้สึกต้องเสน่ห์ในวังท่าพระมากขึ้นเรื่อยๆเลยนำมาให้อ่านกัน
 
     นิราศศิลปากร
   บัดนั้น โฉมสะคราญจรมาหาดวงใจ
ที่นงคราญเผลอร่นรายหล่นไว้
ฤาที่แท้จงใจใกล้ "พระลาน"
 
ข้าจรลีมา ด้วยรักษ์งานศิลป์เป็นหนักหนา จึ่งทำดวงใจไผลตกเพื่อตามหา
เพื่อได้มีโอกาศเยือน "ท่าพระ" ดูสักครา  เพราะใจข้าพิศวาสศิลปาปานขาดใจ
 
 
จาก บทความ รอบรั้วมหาลัย ตอน นิราศศิลปากร วารสาร กยศ.
 
3月12日

10 มี.ค. ( มี.ค. = มีความสุข)

... 10 มีนาคม 2526 13.00 น.   รู้สึกดีใจนะที่ได้ลืมตามาดูโลก  ได้พบกะความสนุกสนาน  ความตื่นเต้น  ปัญหา  สิ่งท้าทายในชีวิต และต้องขอขอบคุณ  ตาประยงค์ กับ ยายวรรณา  ด้วย  ที่ช่วยกันปฏิบัติภารกิจนี้จนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี  ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ
 
 
 
...10 มีนาคม อีกหลายๆปีถัดมา  ...........................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
.......................................................................................ไม่มีอะไรเลยนอกจาก เรื่อยๆ เกือบว่างเปล่า และมีที่ว่างให้เขียนแค่นี้เอง
 
...10 มีนาคม 2550 09.00 - 23.59 น. ขอบคุณนะ ที่ทำให้วันนี้แตกต่างจาก 10 มีนาคม วันอื่นๆ  ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ
2月26日

"ฤดูร้อน สีเทา เราอื้อๆ"

 
     22.00 นั่งรับลมร้อนอยู่ริมหน้าต่าง  เราชอบนะฤดูร้อน  มันทำให้นึกถึงอะไรหลายๆอย่างที่เป็นการเริ่มต้น  ตัวอย่างเช่น  การสาละวนกับการหาที่เรียนใหม่ของเด็ก ป.6  ม.3  ม.6  และการเริ่มต้นชีวิตการทำงานของนักศึกษาชั้นปีที่กำลังจะจบ     การเริ่มชีวิตในสมณเพศของชายอายุครบบวช    การเริ่มต้นโครงการต่างๆที่ฤดูอื่นๆทำไม่ได้ การไปเที่ยวทะเลไปเที่ยวเกาะ   ซึ่งฟังดูแล้วเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นทั้งนั้น  ได้พบเพื่อนใหม่ ได้พักผ่อนในหาดทรายที่ตนเองปราถนามาแรมปีหลังจากการตรากตรำกรำหนังสือหรือหน้าที่การงาน  น่าอิจฉานะ เจ้าฤดูร้อนนี่   
 
    อีกอย่างที่เราชอบในฤดูร้อน คือ เป็นอะไรที่ชัดเจน แจ่มใส ถ้าเป็นคนก็คงจะมีนิสันคล้ายเด็กๆ คิดอะไร ทำอะไร ก็ออกมาเลย ไม่มีกั๊ก แอบเก็บไว้  ไม่เชื่อลองดูสิ  แดดหน้าร้อนนะ ไม่เคยมีครั้งไหนที่พระอาทิตย์จะออมแดดไว้เลย  แดดแรงทั้งวัน  ไม่เหมือนฤดูฝน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝนตก หรือฤดูหนาวที่ไม่ค่อยมีแดด  
 
    ถ้าคนเรามีอารมณ์ หรือมีความคิดแบบใด แล้วแสดงออกมาเป็นสีได้ ตัวเราตอนนี้คงมีสีเทา  รู้สึกว่าตนเองหาความชัดเจนไม่ได้  ในหลายเรื่อง  มันรู้สึกว่าเราควรจะต้องทำให้มันชัดเจนนะ  ต้องมีความพอดีนะ ทั้งกับตนเองและคนรอบข้าง  มันเป็นเรื่องยากที่บางครั้งเราคิดว่ามันพอดีแล้ว แต่มันขาด หรือว่าจริงๆแล้วมันเกินจนล้นจนสำลัก  ใครว่าการเรียนจิตวิทยาทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น  แม้แต่ตนเองยังเข้าใจลำบากเลย
 
มีเรื่องเกี่ยวกับการมองสีเทาในแง่มุมต่างๆ มาก 2 เรื่อง
 ๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
เนื้อเพลง: สีเทา
อัลบั้ม: Rhythm & Boyd E1even1h
ร่วมร้องโดย มาเรียม อัลคาลารี่

V1
ฉันไม่รู้ว่าที่เธอนั้นหายไปไม่โทรมา
เธอกำลังเจอปัญหามากมายอะไรข้างในจิตใจรึเปล่า
หรือว่าเธอกำลังกังวลกับรักของเรา

V2
ฉันไม่รู้ว่าตัวของฉันนั้นควรทำไงดี
จะโทรตอนนี้และคุยตอนนี้ (แต่มันจะดีรึเปล่า)
ขอแค่รู้ว่าขาวหรือดำแต่ไม่ใช่สีเทา

Pre
วนเวียนอยู่ที่เก่า .. วนเวียนที่สีเทา

Cho
บอกกับฉันได้ไหมจะเป็นไปได้รึเปล่า
บอกว่าความรักเรานั้นยังมีสิทธิ์จะเดินต่อไหม
บอกเถอะบอกกับฉันควรตั้งความหวังไปถึงเมื่อไหร่
บอกเถอะบอกว่าจะยังไง อย่าปล่อยให้ฉันหนักใจอย่างนี้

V3
ซ้ายหรือขวา ถอยหลังรึฉันสมควรจะตรงไป
ควรเศร้าแค่ไหน สนุกแค่ไหน ช่วยไกด์ฉันที
และฉันนั้นสมควรจะทำยังไงดีกับรักของเรา
 

๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒
                วิชาผสมสี ทำให้ผมรู้สึกขัดแย้งกับหลักการบวกเลขทางคณิตศาสตร์อยู่ช่วงหนึ่ง เพราะตอนเด็กๆอาจารย์คณิตศาสตร์มักสอนผมบวกลบเลขด้วยการให้นับก้อนหินก้อนเล็กๆ  เช่น ก้อนหิน 1 ลูก รวม(บวก)กับก้อนหินอีก 1 ลูกเราก็จะมีก้อนหินรวมเป็น 2 ลูก (ก็คือ 1 + 1 = 2) ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของคนอื่นๆจะใช้ก้อนหินนับเลขเหมือนกันรึป่าว .. แต่ในวิชาผสมสี(ศิลปะ) สี  1 สี รวมกับ สีอีก 1 สี จะได้ออกมาเป็นสี อีก 1 สี ( 1 + 1 = 1) เรียกว่าช่วงนั้นงงโลกกันไปเลยทีเดียว แต่ท้ายสุดก็เข้าใจ ว่า การวัดค่าเชิงปริมาณ กับ เชิงคุณค่า นั้นแตกต่างกันครับ เหมือนเราสามารถนับน้ำเป็นขวดได้ แต่ไม่สามารถนับน้ำเป็นหยดได้ ว่า 1 ขวดมีน้ำกี่หยด หรือ เราสามารถนับนักการเมืองในสภาได้ แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่า คุณค่าของนักการเมืองในสภารวมกับแล้วมีค่าเท่ากับเท่าไหร่ ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้นครับ และเรื่องของสี เรานับจำนวนของสีได้ว่ามีกี่สี แต่เราไม่สามารถแยกแยะออกมาได้ว่าสีที่เห็นถูกผสมรวมกันมากี่ครั้งกี่สีแล้วกี่ครั้งแล้ว และสีที่กำลังตกเป็นเป้าสงสัยของผมอยู่ขณะนี้ คือ สีเทา ครับ
สีเทา
      เรื่องที่เกริ่นไว้ว่า ผมมีเรื่องบางเรื่องที่ทำให้ผมนึกถึงวิชาศิลปะ นั่นก็คือ เรื่องของคนที่ผมรู้จัก 2 คน แต่ผมคงจะไม่พูดถึงเขาทั้งสองคน แต่อยากอธิบายเปรียบกับเรื่องของสีเทา ในความคิดผมเมื่อพูดถึงสีเทาที่เราเห็นในจานผสมสีหรือในภาพศิลปะในงานแสดงภาพหรือในที่ต่างๆ มันทำให้ผมรู้สึกสงสัยกับที่มาของสีเทาเหล่านั้นครับ  ที่ผมเห็นในจานผสมสีหากผมจุ่มพู่กันลงในสีดำ แล้วเอาไปละเลงในจานสีหนึ่งครั้ง แล้วเอาพู่กันไปจุ่มสีขาวแล้วเอาไปละเลงในจานสีอีกหนึ่งครั้ง สีผสมระหว่างสีดำและสีขาวที่ออกมานั้นก็คือ สีเทานั่นเองครับ ซึ่งใครๆก็คงพอจะเข้าใจหลักการผสมสีนี้ดีอยู่แล้ว แต่ที่ผมสงสัยเวลาดูภาพศิลปะก็คือ สีเทาที่ผมเห็นนั้น มาจากการ ผสมสีขาวก่อนสีดำ หรือ ผสมสีดำก่อนสีขาวครับ แม้หลังผสมสีจะเป็นสีเทาเหมือนกัน แต่สำหรับผม ณ เวลานี้กลับให้ความรู้สึกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ
เทาแบบไหน ?
หากเปรียบนิสัยที่ดี แทนสีขาว  นิสัยไม่ที แทนสีดำ (เปรียบโดยมองจากภาพส่วนใหญ่ที่เรามักใช่สีเพื่อบ่งบอกถึงความดี ความไม่ดี  ดีใจ เสียใจ เช่น เทวดา น้างฟ้า ใส่ชุดสีขาว ซานตาน แม่มด ใส่ชุดสีดำ หรือ ราหู เป็นสิ่งไม่ดู ต้องใช้สีดำเซ่นไหว แต่เทศกาลกินเจ เทศกาลแห่งการถือศีล ก็ต้องนุ่งขาวห่มขาว เป็นต้น ) เมื่อนำสีมาเปรียบเทียบกับคน คำถามคือใครบ้างคือสีขาวล้วนไร้สีดำมาเจือปน และใครบ้างคือสีดำล้วนที่ไม่มีสีขาวเจือปน คำตอบที่ได้ยินบ่อยๆ ก็คือไม่มีใครดีพร้อมและไม่มีใครที่จะไม่มีดีเลย .. ดังนั้น หนึ่งคนก็เหมือนสีเทา ที่ถูกผสมด้วยความดีและความไม่ดีในตัวเอง (อันนี้จะเอาดี มาลบ ไม่ดี ไม่ได้นะครับ เพราะทางพุทธศาสนา ความไม่ดีและ ความดี หักลบกันไม่ได้ครับ ต้องชดใช้กันไปให้หมด ) แต่ละคนก็เทามากเทาน้อยแตกต่างกันไป..และคำถามที่น่าสนใจก็คือเราชอบเทาแบบไหนกัน ?


สีขาวก่อนสีดำ     หรือ


สีดำก่อนสีขาว     หรือ.... 


พวกไม่รู้จักพอใจ ผสมดำที ขาวที แล้วไม่สมใจ ใส่ดำ อีก ใส่ขาวอีก ไม่หยุดไม่หย่อน ....


มองภาพใหญ่ขึ้นในระดับรวมกันหมู่มากหรือที่เราเรียกว่าสังคม ก็ล้วนเป็นสีเทาเช่นเดียวกัน ผสมผสานทั้งคนดีและคนไม่ดี เป็นสังคมสีเทาที่ถูกผสมจาก สีเทาจำนวน 70 ล้านครั้ง และได้ผลลัพธ์เท่ากับ 1 สีเทา สังคมสีเทา ยังไงก็จะต้องเป็นสีเทา เพียงแต่ความเข้าข้นของสีเทานั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากเราพยายามเติมสีขาวลงไปในหน่วยย่อยของสังคม มากขึ้นๆ ..ให้สีเทาของสังคมเรา มีจุดเริ่มต้นมาจากการผสมสีแบบ สีดำก่อนสีขาว .. lamparm.exteen.com/20061029/entry - 20k

ป.ล. ฤดูร้อนควรระวังรักษาสุขภาพจากไข้หวัดและโรคพิษสุนัขบ้า

 
2月23日

ช่วงเวลามึนๆของชีวิต

        เฮ้ออออออออออออออออ   หายไปนานกับการอัพสเปซ  ในที่สุดก็ค้นพบการเข้ามาในสเปซของตนเอง  สังเกตหายครั้งละ  เวลามีปัญหาอยากระบายอะไรในใจออกมานี่ เข้าสเปซตัวเองได้ง่ายๆ ไม่เหมือนตอนมีความสุขนึกจะเขียนอะไรดีให้คนอื่นอ่านกันเป็นต้องมีปัญหา   มีคงเป็นสเปซที่ชอบความทุข์มั๊ง  ใช้งานมันได้ทุกที
 
        ช่วงปลายปี 2549 ที่ผ่านมาได้มีโอกาสรู้จักกับน้องรหัสของเพื่อน  เป็นเด็กๆดี ขำๆ สนุกๆ  พูดตรงดี  บางครั้งก็รั่วๆ แต่น่ารักรึป่าว (อันนี้ไม่รู้ จะต้องลองคิดดูอีกที)  ก็รู้สึกดีนะ
 
        มาเรื่องไม่สบายใจบ้างดีกว่า  ตั้งแต่ต้นปีมาแล้วเป็นอะไรก็ไม่รู้ สิ่งที่ทำไม่ค่อยได้ดั่งใจเลย   ทำอะไรมักจะผิดพลาด  เครียดตลอดเลย  ว่าจะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นแล้ว  แต่มัก็ยังผิดพลาดอีก  ไม่นึกเลยว่าจะต้องพูดคำนี้ออกมาในชีวิต "ฉันเหนื่อยแล้วนะ" ชีวิตการทำงานนี่ไม่เหมือนเรียนเลยจริงๆ (แต่ก็ถือว่าโชคดีนะ  คนที่ทำงานด้วยเขาเห็นเราเหมือนลูกหลาน  จึงคอยสั่งสอน  แนะนำเวลาพลาด) เฮ้อ รึว่าเรามันเป็นพวก perfectionism ที่ต้องการความสมบูรณ์พร้อมในทุกด้าน แต่มันเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างย่อมมีความผิดพลาดได้เสมอๆ จะพยายามปรับปรุงตัวอีกเหมือนกัน  แล้วก็จะเลิกนิสัย "เก็บความรู้สึกไว้คนเดียว"  ให้ได้ เป็นสิ่งที่ไม่ดีมากๆนิสัยแบบนี้  คิดอะไร  รู้สึกอะไร  ทำไมชอบเก็บมันไว้  ทำไมไม่ปรึกษาคนอื่นบ้าง (ขณะที่พูดนี่ก็ปรึกษากะตัวเองอยู่นะ) เฮ้อ! เบื่อตัวเอง (แต่ไม่ได้คิดสั้นหรอกนะ) 
       
          ของทุกสิ่งในโลก  มีคำสอน  มีแง่คิด  มีมุมมองให้เราเลือกมองและนำไปใช้อยู่มากมาย  อย่างเรื่องที่ได้อ่านมา  เป็นเรื่องของดินสอและยางลบ  ซึ่งเป็นการตั้งคำถามว่า "ทำไมดินสอต้องมียางลบ"   เรื่องแรกนั้นเกี่ยวกับความไม่ประมาท   ส่วนเรื่องที่สองเกี่ยวกับมิตรภาพ   หวังว่าคงได้อะไรดีๆจากทั้งสองเรื่องนี้กันนะ
 
 
111111111111111111111111111
....................................................
บางครั้งเราก็มองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไป

เพียงเพราะใช้เวลาสั้นๆ ในการตัดสินสิ่งนั้นว่า " ไร้สาระ"

หลายวันก่อน เพื่อนคนหนึ่งถามผมว่า "ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ ? "

ผมไม่ได้สนใจและใส่ใจกับคำถามนั้นสักเท่าไหร่

เพียงแค่รู้สึกว่าเป็นคำถามที่ไม่มีสาระอะไรเสียเลย

แต่ก็อดไม่ได้ที่จะตอบเล่นๆ ไปว่า "ก็คงมีเพื่อความสะดวกมั้ง

หรือไม่ก็ช่วยให้คนขี้ลืมที่ชอบวางยางลบไม่เป็นที่เป็นทาง

ได้มียางลบ ใช้มั้ง"

เพื่อนของผมก็อมยิ้ม ก่อนที่จะตอบผม สั้นๆ ว่า "ไม่ใช่"

"อ้าว. . .งั้นเพราะอะไรล่ะ" ผมอดที่จะถามไม่ได้

ก็เพราะว่า " คนเราสามารถทำผิดกันได้ "

". . . . . . . . . . . . . . . . . . " ฉันนิ่งไปครู่หนึ่ง

หลังจากที่ได้ยินคำตอบ

และปล่อยให้เจ้าของคำถามเดินจากไป

โดยที่ไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่าคำตอบสั้นๆ ของเขาเท่านั้น

คำถามของเพื่อนที่ผมเคยมองว่ามันไร้สาระ

กลับทำให้ผม ได้เก็บมาคิดแทบทุกขณะที่สมองว่าง

เย็นวันนั้น ผมจึงหยิบโทรศัพท์เขียนข้อความส่งถึงเพื่อนๆ ด้วยประโยคที่ซ้ำกัน. . .

" ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ

........................................................

เพราะคนเรามีสิทธิ์ทำผิดกันได้

........................................................

แต่จงจำไว้ว่า. . .เราไม่ควรใช้ยางลบให้หมดก่อนดินสอ

เพราะนั่นอาจหมายความว่า เรากำลังทำผิดซ้ำๆ จนความผิดนั้นอาจสายเกินแก้"

ผมเองยังไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่คิดต่อจากเพื่อนนั้นมันจะถูกต้องหรือไม่

และเพื่อนๆ ที่ได้รับข้อความจากผมจะเข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการจะบอกหรือเปล่า

จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ. . .นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการมากสักเท่าไหร่

แต่สิ่งที่ผมอยากได้รับ คือ เพื่อนของผมจะคิดต่อจากความคิดของผมอย่างไร

และลึกๆ ผมก็แค่หวังว่า เพื่อนของผมคงจะกล้าเผชิญหน้ากับความผิดพลาด

และไม่ประมาทในการใช้ชีวิตและยอมรับการกระทำของตัวเอง. . .

เพียงแค่นั้น ผมก็หมดห่วง
 
 
2222222222222222222
 
ทำไม....ดินสอต้องมียางลบ
มีดินสอที่เขียนอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่แท่งหนึ่ง

มียางลบที่ลบอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่ก้อนหนึ่ง

ดินสอแท่งนั้นเป็นเพื่อนกับยางลบก้อนนั้น ทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกัน

ทำอะไรด้วยกัน

หน้าที่ของดินสอก็คือเขียน มันจึงเขียนทุกที่ทุกอย่างเสมอตลอดเวลาที่อยู่

กับยางลบ

หน้าที่ของยางลบก็คือลบ มันจึงลบทุกอย่างที่ดินสอเขียนทุกที่ทุกเวลา

เวลาผ่านไปนานหลายสิบปี ทุกอย่างก็ยังดำเนินเหมือนเดิมเรื่อยมา

จนกระทั่งดินสอเอ่ยกับยางลบว่า "เรากับนายคงอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว"

ยางลบจึงถามว่า "ทำไมล่ะ"

ดินสอจึงตอบกลับไปว่า "ก็เราเขียนนายลบแล้วมันก็ไม่เหลืออะไรเลย"

ยางลบจึงเถียงว่า "เราทำตามหน้าที่ของเราเราไม่ผิด"

ทั้งคู่จึงแยกทางกัน

ดินสอพอแยกทางกับยางลบมันก็ดีใจที่สามารถเขียนอะไรได้ตามใจมัน

แต่พอเวลาผ่านไปมันเริ่มเขียนผิด ข้อความที่สวย ๆ ที่มันเคยเขียนได้ก็

สกปรก

มีแต่รอยขีดทิ้งเต็มไปหมด มันคิดถึงยางลบจับใจ

ฝ่ายยางลบพอแยกทางกับดินสอมันก็ดีใจที่ตัวมันไม่ต้องสกปรกอีกต่อไป

พอเวลาผ่านไป มันกลับใช้ชีวิตอย่างไร้ค่า เพราะไม่มีอะไรให้ลบ มันคิด

ถึงดินสอจับใจ

ทั้งคู่จึงกลับมาอยู่ด้วยกันใหม่ คราวนี้ดินสอเขียนน้อยลงเขียนแต่สิ่งที่ดี

ส่วนยางลบก็ลบเฉพาะที่ดินสอเขียนผิดเท่านั้น

ถ้าเปรียบการเขียนเป็นการจำ ดินสอในตอนแรกก็จำทุกเรื่องทั้งดีและไม่

ดี

แต่พอเวลาเปลี่ยนไปมันก็หัดเลือกจำแต่สิ่งดีๆ เท่านั้น

ส่วนการลบเปรียบเหมือนการลืม

ยางลบในตอนแรกก็ลืมทุกอย่าง ทั้งดีและไม่ดี

แต่ทุกครั้งที่ลืมตัวมันก็จะสกปรก

แต่ตอนหลังมันเลือกลืมแต่เรื่องไม่ดี หรือคือการให้อภัยนั่นเอง

ฉะนั้นการเปรียบการเดินทางของทั้งคู่ดุจมิตรภาพ คือ การจำแต่สิ่งดีๆ

และลืมในสิ่งที่อาจผิดพลาดบ้าง ถ้าเราเป็นเช่นนั้นบ้างก็คงจะดีนะครับ

เพราะถ้ามนุษย์เราคอยแต่ที่จะชิงดีชิงเด่น

และคิดอาฆาตมาดร้ายกันอยู่ตลอดเวลาคงจะไม่มีความสุข

มิตรภาพสร้างขึ้นได้ยาก

แต่ทำลายได้ง่ายนิดเดียว

 

ป.ล. จะพยายามเรียนรู้ที่จะทำให้รู้สึกดี โดยปราศจากความเกรงใจ ไม่รำคาญ  ไม่รู้สึกว่าเราก้าวก่ายกับชีวิตมากเกินไป  ต้องลองดู 

อย่ายอมแพ้  จงสู้ต่อไป  การล้มจะทำให้เราแข็งแกร่ง 

ความผิดพลาดจะทำให้เราอดทน  สู้ต่อไป อ.คาเมะของเด็กๆ


11月11日

"มันเคยมี....."

 
......เมื่อคืนพาน้องคนหนึ่งไปเลี้ยงเย็นตาโฟ   เป็นการกินข้าวที่สนุกดี  และน้องของน้องคนนั้นคือลูกศิษย์เราเอง   ขากลับได้แวะเดินตลาดแบกะดินหน้าองค์  ซึ่งจะมีเป็นประจำทุกปีหลังจากงานเทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์สิ้นสุดลง  ว่าจะชวนน้อวเค้ามาเดินด้วยเป็นเห็นว่ามีสินค้าแนวๆไสตล์น้อง(หรือเปล่าก็ไม่รู้)  มีมาวางขายกันมากมาย  แต่เกรงใจน้องเค้าเพราะตลาดเปิดดึก ก็เลยไม่ได้ชวน........
 
......เดินไปมา พบผู้คนหลากหลายเดินกันไปตามเส้นทางของตนเอง  ณ  ช่วงเวลานี้ ใครหลายคนหยุดการงานแห่งชีวิตเพื่อพักผ่อน  แต่ใครบางคนมันพึ่งเริ่มต้น  ใ นโลกเรานี้มีแง่มุมให้เราได้สัมผัสอยู่ทุกขณะจิต......
 
......4 วันที่ผ่านมานี้  มีหลายเหตุการณ์เกี่ยวกับความรักของคนรอบ  ผ่านเข้ามาให้พบเห็น  มีทั้งความรู้สึกเสียใจ  เสียดาย  และสับสน  ใจหนึ่งคิดว่า  คนเหล่านั้นเข้าใจความรักดีแล้วหรือ  การแสดงที่คนเหล่านั้นทำมันทำให้พวกเขามีความสุขหรือไม่  อะไรหล่ะที่เป็นตัวตัดสิน  มีหนังสือที่ให้นิยามเกี่ยวกับความรักไว้มากมายแล้วแต่ว่าใครจะสรรหามาอ่าน  และตัดสินใจเองเถิดว่า อันนั้น อันนี้ อันไหนคือของเรา  และก็อย่าให้ อันนั้น  อันนี้ของใครไปทำให้ใครต้องเสียใจ หรือเสียน้ำตา.......
 
                        รักใช่เพียงหมกมุ่น                  รักคืออายอุ่น-สุขสันต์
                        
                        รักคือรักนิรันดร์                       รักคือไฟฝัน งามเรืองรอง
 
                        รักคือเสรีสิทธิ์อิสระ                   ไร้พันธะ - เธอสอง
 
                        รักมิถือมั่นใดครอง                    ใช่รักเรียกร้องเพียงหนึ่งเดียว
 
........จากงานรวมบทกวี "รักอันงดงาม" ของแสงดาว ศรัทธามั่น................... 
 
第 1 张,共 22 张